Categories
Auto

ไฟผ่าหมากคืออะไร ใช้งานอย่างไรให้ถูกวิธี ?

ใช้สัญญาณไฟฉุกเฉินอย่างไรให้ถูกวิธีที่สุด

ผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคนคงจะเคยสัญลักษณ์ของไฟฉุกเฉิน (hazard lights) หรือไฟผ่าหมากกันอย่างแน่นอน ซึ่งสัญลักษณ์ไฟนี้ต้องอาศัยหลักการใช้งานที่ถูกต้อง เพราะหากคุณกดใช้ฉุกเฉินแบบผิดวิธีนั่นอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงบนท้องถนนได้

สัญญาณไฟฉุกเฉิน หรือ ไฟผ่าหมาก เป็นเครื่องมือสำคัญที่ติดตั้งอยู่ในรถยนต์ทุกคัน โดยทั่วไปบริเวณปุ่มจะมีสัญลักษณ์เป็นสีแดงสามเหลี่ยม จะอยู่ใกล้ ๆ กับกล่องเครื่องเสียงหรือแอร์ เมื่อต้องการใช้งานเพียงแค่กดก็จะเกิดเป็นไฟกระพริบขึ้นทั้งสี่มุมของไฟเลี้ยวรถ

กฎหมายจราจรเรื่องการใช้สัญญาณไฟฉุกเฉิน

สำหรับในประเทศไทยมีกฎหมายว่าด้วยเรื่องการใช้สัญญาณไฟฉุกเฉินโดยตรง ซึ่งในกฎหมายที่เกี่ยวข้องได้ระบุเอาไว้ในกฎกระทรวงกำหนดส่วนควบและเครื่องอุปกรณ์สำหรับรถ พ.ศ.2551 ข้อ3 มาตรา 28 ที่กำหหนดให้รถแต่ละประเภทต้องมีอุปกรณ์สัญญาณเตือนอันตราย มีระบบควบคุมที่แยกออกจากโคมไฟเลี้ยว และเมื่อเกิดอันตรายขึ้นสัญญาณทุกดวงจะต้องกะพริบพร้อมกัน

ไฟผ่าหมากคืออะไร ใช้งานอย่างไรให้ถูกวิธี ?
ไฟผ่าหมากคืออะไร ใช้งานอย่างไรให้ถูกวิธี ?

นอกจากนี้ในพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 36 ระบุเอาไว้ว่า ในกรณีที่เครื่องยนต์หรือเครื่องอุปกรณ์ของรถเกิดความขัดข้องจนต้องจอดรถในทางเดินรถ ผู้ขับขี่จะต้องนำรถออกพ้นทางเดินรถให้เร็วที่สุด แต่หากมีความจำเป็นต้องจอดในทางเดินรถ ผู้ขับขี่ต้องจอดในลักษณะที่ไม่กีดขวางทางจราจร และต้องแสดงเครื่องหมายสัญลักษณ์ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง

หลักการใช้งานไฟฉุกเฉินหรือไฟกะพริบที่ถูกต้อง

และถึงแม้ว่าในกฎหมายจะไม่ได้ระบุหลักการใช้ไฟฉุกเฉินที่ถูกต้องออกมา แต่ก็อธิบายให้เราเข้าใจได้ว่าไฟฉุกเฉินจะถูกเปิดขึ้นก็ต้องเมื่อรถเสียหรือเกิดอุบัติเหตุที่ทำให้ไม่สามารถเคลื่อนย้ายรถได้ จึงจำเป็นต้องใช้เพื่อให้ผู้ร่วมทางคนอื่น ๆ ระมัดระวังตัวเอง

อีกทั้ง ในรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ ไฟฉุกเฉินมักจะปรากฏเองอัตโนมัติ เมื่อมีการเหยียบเบรกแบบกะทันหัน และอีกกรณีที่สามารถใช้ไฟฉุกเฉินได้คือรถที่จอดอยู่บริเวณไหล่ทางชั่วคราวไม่ว่าจะเหตุผลใดก็ตาม

ไฟผ่าหมากคืออะไร ใช้งานอย่างไรให้ถูกวิธี ?
ไฟผ่าหมากคืออะไร ใช้งานอย่างไรให้ถูกวิธี ?
รณรงค์เปิดไฟฉุกเฉินให้ถูกต้องตามเวลา

ซึ่งผู้ขับขี่ส่วนใหญ่มีความเห็นว่า ผู้ใช้รถบางคนยังไม่มีความชำนาญในเรื่องนี้ หรือบางคนต้องการความสะดวกสบาย จึงเลือกที่จะเปิดไฟฉุกเฉินเพื่อเป็นการขอทาง แต่จริง ๆ แล้ว เมื่อขับรถอยู่บริเวณ 4 แยกที่ไม่มีสัญญาณไฟจราจร เมื่อเรากดไฟฉุกเฉินก็อาจทำให้คนอื่น ๆ เกิดความเข้าใจผิด ยกตัวอย่าง หากเราขับรถมาด้วยความเร็วแล้วกดไฟฉุกเฉิน ผู้ที่ขับรถมาจากฝั่งอื่น ๆ ก็จะเห็นเพียงแค่สัญญาณไฟที่ใกล้ที่สุด เมื่อเกิดความเข้าใจผิดก็อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุที่ร้ายแรงได้นั่นเอง

ดังนั้น การเรียนรู้สัญญาณไฟหรือสัญญาณจราจรต่าง ๆ ถือเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นต่อการใช้รถใช้ถนนมากที่สุด เพราะหากคุณไม่ได้เรียนรู้สัญญาณที่ถูกต้อง แล้วใช้แบบผิดวิธี ผลลัพธ์ของมันอาจน่ากลัวกว่าที่คิดก็ได้

ข้อมูลจาก : Kapook

Categories
Auto

6 เสียงดังผิดปกติในรถ สัญญาณเตือนที่ห้ามปล่อยผ่านเด็ดขาด!

ทุกคนเคยได้สังเกตหรือไม่คะ ว่าทุกครั้งที่เราสตาร์ทรถ หรือขณะที่ขับรถอยู่นั้น เมื่อมีเสียงแปลก ๆ เกิดขึ้น เรามักจะตั้งคำถามว่านั่นคือเสียงอะไร แต่เมื่อเสียงนั้นเริ่มเงียบไปก็ทำให้เราเกิดความชะล่าใจว่ารถของเราคงไม่เป็นอะไรมากหรอก เพราะเสียงนั้นได้หายไปแล้ว แต่บอกไว้เลยนะคะว่าเสียงในรถที่เราไม่คุ้นหู หรือไม่เคยได้ยินมาก่อนนั้น อาจจะเป็นสัญญาณเตือนบางอย่างที่รถพยายามจะบอกกับเราว่าตัวของรถนั้นกำลังมีปัญหา เหมือนเป็นการบอกเป็นนัย ๆ ว่า ฉันกำลังจะพังแล้วนะ มาเช็คสภาพฉันทีเถอะ! วันนี้เราเลยได้รวบรวม 6 เสียงที่ดังผิดปกติภายในรถของคุณพร้อมกับต้นเหตุของการเกิดเสียงมาเล่าสู่กันฟังค่ะ

เสียงดังหลังสตาร์ทรถ

  • ไม่ว่าจะเป็นในตอนขณะกำลังสตาร์ท หรือระหว่างขับรอบเดินเบาก็จะมีเสียงดังวี๊ด ๆ จี๊ด ๆ ออกมา แต่สักพักก็จะเริ่มเบาไปเอง อาการนี้เป็นสัญญาณที่มาจากสาเหตุสายพานหย่อน กรณีนี้สามารถแก้ไขได้ด้วยการปรับตั้งสายพานใหม่ แต่นั่นก็เป็นแค่เพียงการแก้ปัญหาระยะสั้นเท่านั้น ทางที่ดีต้องนำรถเข้าศูนย์เพื่อแก้ไขปัญหาในระยะยาวนะคะ

เสียงดังเมื่อเบรก

  • ขณะที่เรากำลังเหยียบเบรกแล้วได้ยินเสียงจี๊ด ๆ คล้ายกับเหล็กสีกัน ปัญหานี้มาจากการที่เนื้อผ้าของผ้าเบรกเริ่มถูกใช้จนหมด จึงทำให้ส่วนที่เป็นเหล็กเสียดสีกับจานเบรก เมื่อเหล็กเจอกับเหล็กจึงทำให้เกิดเสียงดังจี๊ด ๆ แสบหู หากพบปัญหานี้ควรรีบเปลี่ยนผ้าเบรกใหม่ทันที เพราะหากปล่อยไปนาน ๆ นอกจากจะต้องเสียเงินเพิ่มแล้ว การทำงานของเบรกก็จะเสื่อมสมรรถภาพลงด้วยค่ะ

เสียงดังขณะเร่งเครื่อง

  • เสียงดังอู้ ๆ ที่เกิดขึ้นขณะการเร่งเครื่องยนต์นั้น เกิดมาจากยางแท่นเครื่องเสื่อมสภาพนั่นเองค่ะ โดยหน้าที่หลักของยางแท่นเครื่องคือรับแรงสั่นสะเทือนจากเครื่องยนต์ ไม่ให้มีอาการสั่นมากเกินไป เมื่อยางแท่นเริ่มเสื่อมจึงทำให้เกิดอาการสั่นเข้ามายังห้องของคนขับจนสามารถรู้สึกได้
6 เสียงดังผิดปกติในรถ สัญญาณเตือนที่ห้ามปล่อยผ่านเด็ดขาด!
6 เสียงดังผิดปกติในรถ สัญญาณเตือนที่ห้ามปล่อยผ่านเด็ดขาด

เสียงดังเมื่อรถขับบนทางขรุขระหรือตกหลุม

  • เครื่องจะเริ่มมีเสียงกุก ๆ กัก ๆ เมื่อเราขับบนถนนที่ไม่เรียบ เสียงแบบนี้อาจเกิดมาจากลูกปีนล้อแจกหรือโช้คเริ่มเสื่อมสภาพ โดยปัญหานี้สามารถเปลี่ยนอะไหล่ก็สามารถช่วยให้เสียงนั้นหายไปได้ทันที

เสียงดังเวลาหักเลี้ยวจนสุด

  • เสียงนี้เกิดมาจากปัญหาบูชปีกนกสึกทำให้เกิดการเสียดสีกัน หากปล่อยเอาไว้ก็จะทำให้ศูนย์ล้อไม่ตรง คอนโทรลได้ยาก และที่สำคัญจะอันตรายมากหากขับขี่รถด้วยความเร็ว

เสียงดังใต้ท้องรถ

  • หากระหว่างขับอยู่ได้ยินเสียงเอี๊ยดอ๊าดใต้ท้องรถ ให้รีบจอดดูทันทีว่ามีอะไรเกี่ยวอยู่หรือไม่ หากไม่มีแต่ยังคงมีเสียงดังเกิดขึ้นอยู่ก็อาจจะเกิดมากจากการขยับของเพลากลางหรือท่อไอเสีย หากส่วนนี้ถูกยคดติดกับยางและตะขอเหล็ก ก็มีความเป็นไปได้ว่าอาจจะทำให้ยางเกิดการชำรุด และกระทบกับตัวรถนั่นเองค่ะ

ทั้งหมดนี้ก็เป็นเสียงที่หลายคนอาจจะเคยได้ยินมาบ้างขณะที่ขับรถอยู่ ทางที่ดีหากเกิดปัญหาใด ๆ ขึ้นมา ก็ควรที่จะรีบปรึกษากับศูนย์รถทันที ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยขณะขับขี่นะคะ

ขอบคุณข้อมูลจาก : MThai

Categories
Auto

ไขข้อข้องใจ! ใบขับขี่หมดอายุต้องต่อภายในกี่วัน ?

ในการใช้ยานพาหนะอย่าง ‘รถ’ ไม่ว่าจะเป็นรถมอเตอร์ไซต์ รถยนต์ หรือรถรับจ้าง ‘ใบขับขี่’ ถือเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก โดยใบขับขี่นั้นเป็นตัวยืนยันความรู้ ความสามารถในการขับขี่ของตัวบุคคล ว่าได้รับการอนุญาตให้ใช้รถอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยใบขับขี่ถือว่าเป็นบัตรที่ผู้ขับขี่จะต้องพกติดตัวไว้ทุกครั้งเมื่อขับขี่รถ ตาม พรบ.รถยนต์ พ.ศ.2522 (มาตรา 64) หากฝ่าฝืนก็จะได้รับโทษตามที่กฎหมายกำหนด และหากใบขับขี่รถของเราหมดอายุจะไม่มีการเสียค่าปรับ แต่หากเราขับขี่รถขณะที่ใบขับขี่หมดอายุก็จะมีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท ตามมาตรา 65 ของพรบ.รถยนต์ พ.ศ.2522 เช่นกัน

แต่บางคนอาจจะเกิดอายุการหลง ๆ ลืม ๆ เมื่อนำใบขับขี่ขึ้นมาดูอีกครั้ง ปรากฏกว่าใบขับขี่นั้นดันเกิดหมดอายุมาแบบไม่รู้ตัว โดยการหมดอายุของใบขับขี่นั้นสามารถแบ่งเป็นกรณีออกได้ ดังนี้

  • ใบขับขี่ขาดการต่ออายุไม่เกิน 1 ปี (นับตั้งแต่วันที่หมดอายุ)

สำหรับในกรณีแรกสามารถนำใบขับขี่ไปขอต่ออายุได้ใหม่ทันที พร้อมกับเสียค่าธรรมเนียมในการต่ออายุ จากนั้นก็จะได้ขับขี่ใบใหม่

  • ใบขับขี่หมดอายุเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 3 ปี

กรมขนส่งทางบกจะทำให้การออกข้อสอบข้อเขียนใหม่ทั้งสิ้น 50 ข้อ โดยคุณจะต้องทำให้ถูกต้องทั้งหมด 45 ข้อ จึงจะถือว่าผ่านเกนฑ์และได้รับใบขับขี่ใหม่

  • ใบขับขี่หมดอายุเกิน 3 ปี

สำหรับกรณีสุดท้ายซึ่งถือว่าเป็นกรณีทีเกิดขึ้นได้น้อย แต่หากคุณอยู่ในกรณีนี้ คุณจะต้องทำการสอบเสมือนกับการทำใบขับขี่ครั้งแรก ทั้งการสอบข้อเขียนและสอบปฏิบัติใหม่ จึงจะได้สิทธิ์ใยการได้รับอนุญาตอีกครั้ง

ใบขับขี่หมดอายุต้องต่อภายในกี่วัน
ใบขับขี่หมดอายุต้องต่อภายในกี่วันภาพจาก : www.auto.mthai.com

ต่อใบขับขี่ต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง ?

  • ใบขับขี่ใบเดิม หรือใบแทน
  • บัตรประชาชนฉบับจริง
  • ใบรับรองแพทย์ (แล้วแต่กรณี)

นอกจากนี้การต่อใบขับขี่ยังสามารถต่อล่วงหน้าก่อนวันหมดอายุได้ โดยการต่อใบขับขี่จาก 2 ปี เป็น 5 ปี สามารถต่อใบขับขี่ล่วงหน้าได้ไม่เกิน 60 วัน หรือ 2 เดือน ส่วนการต่อใบขับขี่แบบ 5 ปี เป็น 5 ปี สามารถต่อใบขับขี่ล่วงหน้าได้ไม่เกิน 3 เดือนหรือ 90 วัน

นอกจากนี้ใน ปีพ.ศ.2564 ที่จะถึงนี้ ทางรองอธิบดีกรมขนส่งทางบก เตรียมพิจารณาเพิ่มรายชื่อโรคที่มีความเสี่ยงต่อความปลอดภัยขณะขับขี่ ที่จะส่งผลต่อการไม่มีสิทธิ์ในการทำใบอนุญาตขับขี่ทุกประเภท เช่น โรคเบาหวาน ,โรคลมชัก ,โรคไบโพลาร์ ,โรคตัวเตี้ยผิดปกติ ,โรคความดัน ฯลฯ ซึ่งขณะนี้ก็ได้มีการหารือร่วมกันกับทางแพทยสภา จัดตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษารายละเอียดให้มีความสอดคล้องกับกฎกระทรวง

และล่าสุดก็ได้มีมติโรคที่มีความเสี่ยงต้องห้ามต่อการขับรถ นั่นก็คือ โรคลมชักที่ยังคงมีอาการภายใน 1 ปี โดยผู้ขับขี่จะต้องไม่มีโรคลมชักหรือปลอดจากโรคนี้อย่างน้อย 1 ปีขึ้นไป จึงจะสามารถกลับมาสอบใบอนุญาตขับขี่ได้ตามเดิม

หากในปี 2564 มีการอัปเดตเกี่ยวกับข้อกำหนดของโรคที่มีผลต่อการขับขี่รถอย่างไร ทางเราจะรีบนำข้อมูลมาอัปเดตทุกคนทันทีค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก : Kapook และ MThai

Categories
Auto

9 วิธีดูแลรถยนต์ติดแก๊สด้วยตัวคุณเอง

ในปัจจุบันนี้คนส่วนใหญ่นิยมติดแก๊สรถยนต์มากกว่าการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง นั่นก็เป็นเพราะว่าอัตราค่าใช้จ่ายจะค่อนข้างต่ำกว่า ซึ่งสำหรับคนที่ได้เปลี่ยนจากระบบเติมน้ำมันมาใช้การเติมแก๊ส ก็จำเป็นจะต้องเรียนรู้วิธีดูแลรถยนต์ติดแก๊สเบื้องต้น เพราะแก๊สไม่ได้ถูกออกแบบมาสำหรับรถยนต์โดยเฉพาะ อีกทั้งรถที่ใช้แก๊สแทนน้ำมัน เครื่องยนต์จะมีความร้อนเพิ่มขึ้นหรืออะไหล่บางตัวอาจจะถูกผลิตมาให้ทนความร้อนต่อการเผาไหม้ของน้ำมันเครื่องยนต์ แต่ไม่ได้ถูกผลิตมาเพื่อทนต่อความร้อนของการเผาไหม้จากแก๊ส ฉะนั้น เพื่อความปลอดภัยเหล่านักขับทั้งหลายต้องเรียนรู้วิธีการดูแลรถยนต์ติดแก๊ส ดังนี้ค่ะ

เลือกน้ำมันเครื่องให้เหมาะสมกับรถยนต์

  • น้ำมันเครื่องควรจะเป็นชนิดที่ไปในทิศทางเดียวกันกับแก๊สที่ใช้ หรืออาจจะใช้น้ำมันเครื่องธรรมดาแต่ต้องขยันเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องให้บ่อยกว่าเดิม ที่สำคัญจะต้องหมั่นทำความสะอาดใส้กรองอากาศอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ก็ต้องควรตรวจเช็ดระบบจุดระเบิด เช่น หัวเทียนควรเปลี่ยนทุก ๆ 20,000 กิโลเมตรในรอบ 1 ปี และควรทำการถ่ายน้ำมันแก๊ส ทุก ๆ 20,000 – 30,000 กิโลเมตร เป็นต้น

เช็คบ่าวาล์วไอเสีย

  • เพราะบ่าวาล์วจะมีโอกาสสึกหรอได้ง่ายกว่าการใช้น้ำมัน ดังนั้น ควรเช็คทุก ๆ ระยะ 40,000-60,000 กิโลเมตร
วิธีดูแลรถยนต์ติดแก๊ส
วิธีดูแลรถยนต์ติดแก๊ส

ใช้สารหล่อลื่นที่มีคุณภาพ

  • ต้องคอยตรวจสอบระดับน้ำหล่อเย็นในหม้ออยู่เป็นประจำว่ามีความผิดปกติหรือไม่ นอกจากนี้ก็ต้องหมั่นสังเกตกลิ่นแก๊สรั่วสม่ำเสมอ หากเกิดความปิดปกติต้องรีบนำไปอู่หรือศูนย์ซ่อมเพื่อหาสาเหตุทันที

ตรวจสอบหารอยหยดน้ำ

  • รวมไปถึงรอยน้ำมันที่พื้นทุกครั้งที่มีการเอารถออกไปใช้งาน วิธีการดูคือดูบริเวณใต้รถยนต์หลังจากจอดรถทิ้งเอาไว้เป็นระยะเวลาหนึ่ง

เช็คหม้อต้ม

  • ควรล้างหม้อต้มทุก ๆ 12-18 เดือน

รักษาระดับน้ำมันเชื้อเพลิง

  • ซึ่งระดับของน้ำมันเชื้อเพลิงที่เหมาะจะอยู่ที่ประมาณ 1 ส่วน 4 ของถังเสมอ ซึ่งน้ำมันนอกจากจะเป็นตัวช่วยในการหล่อเครื่องยนต์แล้ว ยังช่วยให้ถังน้ำมันไม่เสื่อมหรือมีสนิมเกาะอีกด้วย

ตรวจสภาพติ๊กแก๊ส

  • ติ๊กแก๊ส ติ๊กน้ำมันทุก ๆ 3 ปี หรือประมาณ 30,000 – 50,000 กิโลเมตร
วิธีดูแลรถยนต์ติดแก๊ส
วิธีดูแลรถยนต์ติดแก๊ส

ตรวจสอบรอยรั่วซึมเป็นประจำ

  • วิธีการตรวจสอบคือใช้น้ำสบู่หยดตามข้อต่อจุดต่าง ๆ ในขณะที่ระบบแก๊สกำลังทำงาน หากไม่มั่นใจก็นำรถไปให้ศูนย์เช็คก็ได้เช่นกัน

อย่าปรับจูนแก๊สมากเกินไป

  • เพราะการปรับจูนแก๊สนั้นจะทำให้ความร้อนในห้องเครื่องสูง และอาจส่งผลต่อเครื่องยนต์โดยตรง

นอกจากนี้ควรใช้น้ำมันเป็นตัวสตาร์ทเครื่องยนต์ จากนั้นจึงค่อยปรับเปลี่ยนเป็นแก๊ส เพื่อเป็นการรักษาประสิทธิภาพและการทำงานของเครื่องยนต์ ที่สำคัญในการเติมแก๊สทุกครั้งจะต้องเลือกเติมจากสถานีบริการที่ได้มาตรฐานเท่านั้น เพื่อให้เราได้ใช้แก๊สรถยนต์ที่มีคุณภาพ

หากรู้แบบนี้แล้วใครที่กำลังใช้วิธีการดูแลที่ผิด ๆ อยู่ ควรปรับเปลี่ยนใหม่ทันที ทั้งนี้ ก็เพื่อเป็นการถนอมเครื่องยนต์ รักษาประสิทธิภาพในการทำงานของรถยนต์ให้มีความทนทาน ทั้งยังเป็นการเพิ่มความปลอดภัยให้กับตัวเราและผู้ขับขี่คนอื่น ๆ อีกด้วยค่ะ

ข้อมูลจาก : Kapook

Categories
Auto

4 สัญญาณเตือน! ถึงเวลาเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง

หากเลือดของมนุษย์เปรียบเสมือนของเหลวที่คอยหล่อเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายให้สามารถทำหน้าที่ได้ดี ‘น้ำมันเครื่อง’ ก็คงทำหน้าที่เช่นเดียวกันกับเลือดของมนุษย์ เพียงแค่ทำหน้าที่ในจุดที่ต่างกันเท่านั้น ซึ่งหน้าที่หลักของน้ำมันเครื่องนั้นก็จะช่วยดูแลและหล่อเลี้ยงเครื่องยนต์ให้สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและสามารถนำพาผู้ขับขี่ไปถึงจุดหมายปลายทางได้โดยสวัสดิภาพนั่นเอง

ดังนั้นผู้ขับขี่ก็มีความจำเป็นที่จะต้อง ‘เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง’ เพื่อที่จะสามารถช่วยยืดระยะเวลาของการใช้รถ ซึ่งปกติแล้วการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องจะเปลี่ยนทุก ๆ 8,000 – 10,000 กิโลเมตร แต่ทั้งหมดทั้งมวลนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับการใช้งานด้วยนะคะ เพราะหากใครที่ใช้งานรถบ่อย ๆ ก็อาจจะต้องเปลี่ยนทุก ๆ 3 เดือน หรือ 5,000 กิโลเมตร และสำหรับใครที่จอดรถทิ้งไว้เป็นเวลานานแล้วคิดว่าไม่ต้องเปลี่ยนน้ำมันเครื่องนั้นเป็นความคิดที่ผิดค่ะ เพราะหากจอดรถทิ้งไว้น้ำมันเครื่องก็จะทำปฏิกิริยากับอากาศทำให้สามารถเสื่อมลงได้เช่นเดียวกัน

สัญญาณเตือนควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง
สัญญาณเตือนควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง

เพราะฉะนั้นวันนี้เราจึงมี 4 สัญญาณเตือน! ถึงเวลาเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง มาฝากทุกคนกันค่ะ

  • ระยะเวลาถ่ายน้ำมันเครื่อง ข้อนี้มีความสำคัญมากค่ะ เพราะรถแต่ละคนก็ใช้น้ำมันเครื่องที่แตกต่างกัน น้ำมันเครื่องเกรดธรรมดาเปลี่ยนทุก 5,000 กิโลเมตร ,น้ำมันเครื่องกึ่งสังเคราะห์เปลี่ยนทุก 7,500 – 8,000 กิโลเมตร และน้ำมันเครื่องสังเคราะห์เปลี่ยนทุก 10,000 – 15,000 กิโลเมตร
  • ตรวจสอบระดับน้ำมันเครื่อง ในรถของคุณจะมีก้านไว้ตรวจสอบระดับน้ำเครื่องอยู่ ให้ดึงก้านนั้นขึ้นมาเช็ดแล้วจิ้มลงไปอีกรอบ หากระดับน้ำมันอยู่ตรงขีดบนสุดก็แปลว่าน้ำมันอยู่ในระดับมาตรฐาน แต่หากต่ำกว่านั้นก็ควรจะเติมน้ำมันเครื่องให้เท่าขีดบน เพราะหากปล่อยไว้จะทำให้เครื่องร้อนแล้วเกิดความเสียหายได้
  • ดูที่สีของน้ำมันเครื่อง เมื่อขขับรถไปจะเห็นได้ว่าน้ำมันเครื่องจะเปลี่ยนเป็นสีเทาหรือสีดำ ซึ่งแตกต่างจากตอนแรกที่เติมลงไปอย่างเห็นได้ชัด แต่นั่นไม่ใช่เรื่องผิดปกติเพียงแต่ว่าเครื่องยนต์ของเราได้มีการชะล้างของเสียภายในตัวเครื่องออกมา แต่หากเราปล่อยให้เครื่องให้หล่อลื่นกับน้ำมันดำ ๆ ที่เต็มไปด้วยสิ่งสกปรก ก็จะทำให้ประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ลดน้อยลงทันที
  • เสียงเครื่องยนต์ผิดปกติ หากน้ำมันเครื่องไม่ดีหรือสกปรกก็จะทำให้การหล่อลื่นของเครื่องยนต์ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ซึ่งอุปกรณ์ชิ้นส่วนภายในที่มีการเคลื่อนที่ตลอดเวลานั้นก็จะติดขัดและส่งเสียงที่ดังออกมาจากตัวเครื่อง รวมไปถึงอาการสั่นเล็กน้อยก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งสัญญาณสำคัญที่เจ้าของรถควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องทันที

ทั้งนี้การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องก็ต้องทำควบคู่กับการเปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเครื่อง เพื่อช่วยให้น้ำมันเครื่องที่เราเปลี่ยนใหม่นั้นทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพนั่นเอง

ไม่ว่าจะเป็นรถธรรมดาหรือเป็นรถยนต์สุดหรูขนาดไหน หากไม่มีการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องหรือปล่อยปะละเลยที่จะตรวจเช็คสภาพรถ ก็จะส่งผลทำให้เครื่องยนต์ของเราเสื่อมและสมรรถนะในการขับเคลื่อนลดน้อยลงได้เช่นกันค่ะ

ข้อมูลจาก : Spyderautoimport

Categories
Auto

อัปเดต! ราคาและตารางผ่อน Toyota Yaris 2020   

Toyota Yaris ถือได้ว่าเป็นรถรุ่นฮิตของโตโยต้าเลยก็ว่าได้ เพราะทั้งดีไซน์ของรถรวมไปถึงสมรรถนะในการใช้งานก็ถือว่าตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ได้อย่างดีเยี่ยม แล้วอย่างล่าสุดในช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โตโยต้าก็ได้มีการเปิดตัว Toyota Yaris 2020 รุ่นไมเนอร์เชจน์ที่ได้มีการปรับโฉมใหม่พร้อมทั้งอัปเดตให้มีความทันสมัยยิ่งขึ้น รวมไปถึงเพิ่มระบบความปลอดภัยที่น่าสนใจ เช่น ระบบเตือนเมื่อออกนอกเลนและระบบความปลอดภัยก่อนการชน นอกจากนี้ก็ยังได้เพิ่มเติมในส่วนของอุปกรณ์ในการอำนวยความสะดวกอีกด้วย

ระบบความปลอดภัยก่อนการชน ใน Toyota Yaris 2020
ระบบความปลอดภัยก่อนการชน ใน Toyota Yaris 2020

Toyota Yaris 2020 มีทั้งหมด 3 รุ่นย่อย

  • Toyota Yaris Sport Premium ราคา : 609,000 บาท
  • Toyota Yaris Sport ราคา : ราคา 679,000 บาท
  • Toyota Yaris Entry ราคา : 549,000 บาท

ตารางการผ่อน-ดาวน์ Toyota Yaris 2020

Toyota Yaris 2020

ราคา ดาวน์ ยอดดาวน์ ยอดจัด 48 60 72

Sport Premium

609,000

15%

101,850 577,150 13,467 11,062

9,459

20%

135,800 543,200 12,675 10,411 8,902
25% 169,750 509,250 11,883 9,761 8,346

Sport

679,000

15%

91,350 517,650 12,079 9,922 8,484
20% 121,800 487,200 11,368 9,338 7,985

25%

152,250 456,750 10,658 8,754 7,486

Entry

549,000 15% 82,350 466,650 10,889 8,944 7,648

20%

109,800

439,200 10,248 8,418 7,198
25% 137,250 411,750 9,608 7,892

6,748

ดอกเบี้ย 3% ต่อปี

หมายเหตุ : ราคาตารางผ่อน – ดาวน์ Toyota Yaris 2020 เป็นตารางราคาและการผ่อนโดยประมาณเท่านั้น ทั้งนี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามอัตราดอกเบี้ย เงินดาวน์ และโปรโมชั่นอื่น ๆ ของสถาบันการเงิน ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ Toyota และโชว์รูมโตโยต้าทั่วประเทศ

ดีไซน์ของ Toyota Yaris 2020
ดีไซน์ของ Toyota Yaris 2020

ดีไซน์ภายนอกของ Toyota Yaris 2020 ซึ่งในรุ่นนี้ก็ได้มีการปรับปรุงดีไซน์ด้านหน้าใหม่ มาพร้อมกับกระจังหน้าสีดำแบบ Mesh ,ไฟ LED มัลติรีเฟลกเตอร์ พร้อมด้วย LED Light Guiding สำหรับรุ่น Sport Premium และ Sport แต่สำหรับรุ่น Entry จะเป็นไฟ มัลติรีเฟลกเตอร์ ,ระบบกันสะเทือนรอบคัน นอกจากนี้ Toyota Yaris 2020 ยังมาพร้อมกับระบบควบคุมการเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ Follow-me-home

ส่วนภายในของ Toyota Yaris 2020 จะเพิ่มช่องเสียบ USB ให้บริเวณเบาะหลังคนขับ ,จอสัมผัสขนาด 6.7 นิ้ว ,ระบบเปิดประตูอัจฉริยะ Smart Entry ฯลฯ

สมรรถนะของ Toyota Yaris 2020
สมรรถนะของ Toyota Yaris 2020

ในส่วนของเครื่องยนต์จะใช้ 3NR-FKE / 4 สูบ แถวเรียง DOHC 16 วาล์ว แบบ Dual VVT-iE ส่งกำลังสูงสุด 92 แรงม้า 6,000 รอบ/นาที ใช้ระบบจ่ายน้ำมันแบบหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ EFI ที่ช่วยประหยัดน้ำมัน

ข้อมูลจาก : https://www.toyota.co.th/model/yaris/specification

ทั้งหมดนี้ก็เป็นตารางการดาวน์และผ่อน พร้อมทั้งสเปคคร่าว ๆ ของ Toyota Yaris 2020 ซึ่งรถรุ่นนี้ถือว่าเป็นรถที่เหมาะสำหรับการใช้งานส่วนตัว มีพื้นที่ใช้สอย และเหมาะสำหรับคนที่ชอบความโฉบเฉี่ยวและรวดเร็ว ใครที่มีแพลนจะซื้อรถรุ่นนี้อยู่ก็สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ทั้งในเว็บไซต์และที่โชว์รูมของ Toyota ทั่วประเทศ

อ่านเพิ่มเติม:

 

Categories
Auto

9 วิธีฝึกขับรถด้วยตัวเองขั้นพื้นฐาน ไม่ง้อโรงเรียนสอนขับรถ

หากเริ่มต้นพูดคำว่า ‘หัดขับรถ’ หลาย ๆ คนก็คงจะนึกถึงโรงเรียนสอนขับรถเป็นอันดับแรกอย่างแน่นอน ซึ่งการไปเรียนที่โรงเรียนสอนขับรถครูสอนขับรถก็จะมีพื้นที่เตรียมไว้ให้สำหรับการขับโดยเฉพาะ มีการกำหนดวันเวลาและระยะเวลาในการเรียน แต่สิ่งหนึ่งที่มาพร้อมกับการเรียนขับรถนั่นก็คือค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง

แต่สำหรับบางคนก็ไม่อยากจะเสียเงินไปกับการเรียนขับรถ จึงเลือกวิธีการ ‘ฝึกขับรถด้วยตัวเอง’ ซึ่งวิธีนี้นอกจากจะเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายแล้ว ยังช่วยให้เรามีประสบการณ์เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย แต่ก่อนที่จะไปหักขับรถด้วยตัวเองนั้น มือใหม่หัดขับก็จำเป็นจะต้องเรียนรู้ทฤษฎีเสียก่อน ทั้งกฎจราจร ฝึกการมองขณะขับ การฝึกหมุนพวงมาลัย การเหยียบเบรกหรือคันเร่ง จากนั้นจึงค่อยลงสนามจริง

9 วิธีฝึกขับรถด้วยตัวเองขั้นพื้นฐาน
9 วิธีฝึกขับรถด้วยตัวเองขั้นพื้นฐาน

ซึ่งการฝึกขับรถให้ได้ผลและเป็นการเซฟตัวเองที่ดีที่สุด มือใหม่ก็จะต้องพาคนสนิทที่ขับรถจนชำนาญ ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว แฟน หรือเพื่อนค่อยนั่งกำกับอยู่ข้าง ๆ เพราะหากเกิดปัญหาใดขึ้นมาคนที่ขับรถเป็นอยู่แล้วจะได้ช่วยแก้ไขได้ แล้ววันนี้เราก็มีข้อแนะนำเล็ก ๆ น้อย ๆ สำหรับคนที่อยากจะทดลองขับรถด้วยตัวเองมาฝากมือใหม่หัดขับกันค่ะ

  1. สำหรับใครที่เพิ่งทดลองขับเป็นครั้งแรกก็จะต้องให้คนที่ชำนาญเรื่องรถเช็คสภาพรถและความพร้อมของรถให้ดีเสียก่อน
  2. ตรวจสอบพื้นที่รอบข้างทั้งบริเวณด้านหน้าและด้านหลังรถ ว่ามีสิ่งกีดกวางหรือสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ อยู่หรือไม่
  3. เมื่อขึ้นมาบนรถก็อย่าเพิ่งรีบสตาร์ทรถนะคะ ก่อนอื่นจะต้องปรับเบาะให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ทั้งในเรื่องของระยะห่างจากพวงมาลัย ความสูงความต่ำของเบาะ
  4. จากนั้นทดลองจับพวงมาลัยว่าถนัดหรือไม่ ซึ่งเทคนิคนี้ก็ลองยื่นแขนไปจับพวงมาลัยไม่ให้แขนตึงหรือหย่อนจนเกินไป
  5. ปรับกระจกมองข้าง กระจกมองหลังให้มีความชัดเจน ซึ่งถือเป็นอีกข้อที่สำคัญมาก ๆ เชียวหล่ะ
  6. ก่อนจะเสียบกุญแจรถ เกียร์รถยนต์ มีความสำคัญมาก จะต้องสังเกตให้ดีก่อนสตาร์ทรถทุกครั้ง ซึ่งหากเป็นรถเกียร์ออโต้ตำแหน่งของเกียร์ต้องอยู่ที่ตัว P หรือ N และหากเป็นเกียร์ธรรมดาหรือเกียร์กระปุกให้อยู่ในตำแหน่ง N เท่านั้น
  7. เบรกมือก็มีความสำคัญมากเช่นกัน จะต้องสังเกตว่าเบรกมือดึงขึ้นอยู่หรือไม่ หากดึงขึ้นอยู่ก็ให้ปลดเบรกมือลงนะคะ
  8. จากนั้นก็เสียบกุญแจรถแล้วหมุนช้า ๆ ตามสเต็ป โดยขั้นแรกจะเห็นว่ามีไฟขึ้นและหายไป แล้วให้ดูว่าไฟที่หน้าปัดคอนโซลปกติไหม จากนั้นหมุนกุญแจอีก 1 ครั้ง โดยจะต้องบิดค้างไว้ประมาณ 2 -3 วินาที เมื่อเครื่องยนต์ทำงานแล้วก็เอามืออกได้เลย แต่สำหรับรุ่นใหม่ ๆ เดี๋ยวก็จะเป็นระบบสตาร์ทแบบปุ่มกด ซึ่งไม่ว่าจะเป็นระบบสตาร์ทแบบไหน ข้อสำคัญเลยก็คือ เหยียบเบรก ก่อนสตาร์ทเพื่อความปลอดภัย
  9. เมื่อเสร็จแล้วก็ค่อย ๆ ออกตัวได้เลย แต่ก่อนออกตัวก็สังเกตสิ่งของรอบ ๆ อีกครั้งเพื่อความแน่ใจนะคะ
ข้อแนะนำสำหรับการขับรถขั้นพื้นฐาน
ข้อแนะนำสำหรับการขับรถขั้นพื้นฐาน

ซึ่งวิธีทั้งหมดนี้ก็เป็นวิธีการฝึกขับรถด้วยตัวเองแบบไม่ต้องเสียเงินไปเรียน แต่ที่สำคัญในทุก ๆ การฝึกขับรถหรือแม้แต่ใครที่ขับเป็นอยู่แล้ว เรื่องความไม่ประมาทและความมีสติถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ ยังไงก็ระมัดระวังตัวเองในทุกการเดินทางนะคะ

ข้อมูลจาก : ทรูปลูกปัญญา

อ่านเพิ่มเติม:

 

Categories
Auto

10 เทคนิคขับรถช่วงหน้าฝน ลดการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน!

‘ฤดูฝน’ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้อัตราการเกิดอุบัติเหตุพุ่งสูงขึ้น เพราะด้วยสายฝนที่โปรยลงมาทำให้พื้นถนนเปียกจึงทำให้ใครที่ไม่ชำนาญทาง การเข้าโค้งหรือมีการกะระยะในการเบรกไม่ดีก็อาจส่งผลทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ นอกจากนี้แล้วฝนที่ตกลงมายังลดทัศนวิสัยในการมองเห็นเส้นทางของผู้ขับขี่อีกด้วย

เพราะฉะนั้นแล้วหากหลีกเลี่ยงที่จะขับขี่รถในช่วงระยะเวลาที่ฝนตกได้ก็ควรจะทำนะคะ แต่หากใครที่มีความจำเป็นหรือไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่าฝนจะตกก็ควรที่จะเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ ควรปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ ที่สำคัญช่วงนี้ก็เข้าหน้าฝนอย่างเต็มตัวด้วยแล้ววันนี้เราจึงมี 10 เทคนิคในการขับรถช่วงหน้าฝนมาฝากทุกคนกัน รับรองได้เลยว่าเทคนิคเหล่านี้จะช่วยแก้ปัญหาการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้อย่างแน่นอนเลยค่ะ

10 เทคนิคขับรถช่วงหน้าฝน

1. ตรวจสอบสภาพรถให้พร้อมเสมอ เช่น ระบบไฟส่องสว่าง ไฟสัญญาณเตือน ระบบเบรก สภาพของยาง ใบปัดน้ำฝน ฯลฯ ซึ่งจริง ๆ แล้วการเช็คสภาพรถนั้นไม่เพียงแต่จะเช็คในช่วงฤดูฝนเท่านั้น แต่ต้องหมั่นเช็คเป็นประจำทุกครั้งก่อนออกเดิน

2. เปิดไฟหน้าและไฟตัดหมอก เมื่อฝนตกหนัก ๆ ก็ต้องรีบเพิ่มความปลอดภัยและเพิ่มการมองเห็นขณะขับรถ ด้วยไฟหน้าและไฟตัดหมอกทันที

3. ทิ้งระยะห่างกับรถคันหน้าให้มากกว่าปกติ รวมไปถึงต้องลดความเร็วขณะขับรถให้เทียบเท่ากับความสามารถในการมองเห็น เพราะหากเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นจะได้แก้ทัน

4. เพิ่มความระมัดระวังช่วง 5 นาทีแรก ซึ่งช่วง 5 นาทีแรกตอนที่ฝนตกลงมาจะทำให้พื้นถนนยังปรับสภาพไม่ได้และทำให้ลื่นมากกว่าปกตินั่นเอง

 5. ประเมินความลึกของน้ำ ในกรณีที่ขับในพื้นที่ที่มีน้ำขังให้สังเกตความลึกของน้ำจากรถคันหน้าหรือบริเวณขอบฟุตบาท แล้วจึงตัดสินใจว่าควรไปต่อหรือไม่

6. หมั่นย้ำเบรกบ่อย ๆ เพื่อรีดน้ำผ้าเบรก ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันอาการเบรกลื่นขณะขับ แต่หากมีการจอดรถเป็นเวลานานก็ต้องหลีกเลี่ยงการใช้เบรกมือเพราะจะทำให้เกิดอาการเบรกติดได้

ลดการเกิดอุบัติเหตุด้วย 10 เทคนิคขับรถช่วงหน้าฝน

7. หลีกเลี่ยงการเบรกกะทันหัน หากไม่มีความจำเป็นจริง ๆ ก็ควรหลีกเลี่ยงการเบรกแบบนี้ เพราะจะเกิดปัญหาล้อรถสะบัดซึ่งจะควบคุมได้ยาก

8. สังเกตเหตุการณ์รอบ ๆ ตัว หมั่นดูเหตุการณ์ระหว่างขับขี่ว่ามีแอ่งน้ำหรือมีน้ำขังตรงไหนบ้าง จากนั้นต้องลดความเร็วลงทันที เพราะหากขับมาด้วยความเร็วก็สามารถทำให้รถลื่นไถลหรือเกิดการตกหลุมได้

9. ขณะขับรถควรปิดระบบแอร์ ควบคู่กับการใช้เกียร์ต่ำ เพราะหากเครื่องยนต์ต่ำเกินไปก็จะทำให้น้ำย้อนเข้าท่อไอเสียได้

10.หาที่จอดรอจนกว่าฝนจะเบาลง เพราะหากขับรถและมองไม่เห็นทางข้างหน้าในระยะ 10 เมตร ก็ควรหาที่ปลอดภัยรออยู่ก่อนจะดีกว่าค่ะ

หากเลี่ยงไม่ได้ที่จะขับรถในช่วงหน้าฝนก็อย่าลืมเพิ่มความปลอดภัยให้การขับขี่ด้วย 10 เทคนิคที่เรานำมาฝากนะคะ

ข้อมูลจาก : Sanook

อ่านเพิ่มเติม:

Categories
Auto

Update ตารางผ่อน Corolla Cross งวดละเท่าไหร่?

สำหรับ Toyota Corolla Cross จะเป็นหนึ่งในขวัญใจพ่อบ้าน และแม่บ้าน ที่ต้องการรถ SUV ที่ไม่ใหญ่มาก ซึ่งในปัจจุบันก่อนซื้อรถยนต์ซักคันก็ต้องมีการเช็คตารางผ่อนกันก่อน และ โคโรลล่าครอส เป็นหนึ่งในรถยนต์ที่มีคนหาราคาผ่อนมากในช่วงนี้

Cross มีกี่รุ่น? ราคาเท่าไหร่?

สำหรับตัวนี้มีทั้งรุ่นเบนซิน และ เบนซิน Hybrid ราคาตั้งแต่ 9 แสนปลายๆ ไปจนถึง 1 ล้านสองแสนบาท ดังนี้

  • Toyota Corolla CROSS 2020  Hybrid Premium Safety ราคา 1,199,000 บาท
  • Toyota Corolla CROSS 2020  Hybrid Premium ราคา 1,089,000 บาท
  • Toyota Corolla CROSS 2020  Hybrid Smart ราคา 1,019,000 บาท
  • Toyota Corolla CROSS 2020  1.8 Sport ราคา 989,000 บาท

ใน 4 รุ่นย่อยนี้ จะมีสีให้เลือกทั้งสิ้น 7 สีด้วยกันคือ

  • สี Metal Stream Metallic
  • สี Red  Mica Metallic
  • สี Attitude Black Mica
  • สี Celestite Gray Metallic
  • สี Platinum White Pearl*
  • สี Graphite Metallic
  • สี Nebula Blue

อ้างอิงข้อมูล Toyota Cross : https://www.toyota.co.th/model/corollacross

ต้องผ่อนเดือนเท่าไหร่?

รุ่นรถ Toyota Corolla CROSS 2020 ราคา ดาวน์ ยอดดาวน์ ยอดจัด 48 60 72 84
Hybrid Premium Safety 1,199,000 15% 179,850 1,019,150 23,780 19,534 16,703 12,192
20% 239,800 959,200 22,381 18,385 15,720 11,475
25% 299,750 899,250 20,983 17,236 14,738 10,758
Hybrid Premium 1,089,000 15% 163,350 925,650 21,599 17,742 15,170 11,074
20% 217,800 871,200 20,328 16,698 14,278 10,422
25% 272,250 816,750 19,058 15,654 13,386 9,771
Hybrid Smart 1,019,000 15% 152,850 866,150 20,210 16,601 14,195 10,362
20% 203,800 815,200 19,021 15,625 13,360 9,752
25% 254,750 764,250 17,833 14,648 12,525 9,143
1.8 Sport 989,000 15% 148,350 840,650 19,615 16,112 13,777 10,057
20% 197,800 791,200 18,461 15,165 12,967 9,465
25% 247,250 741,750 17,308 14,217 12,156 8,874
ดอกเบี้ย 3 %

จากตารางด้านบนจะเห็นได้ว่า ราคาผ่อนรายเดือนขึ้นอยู่กับเงินดาวน์ โดยยิ่งมีดาวน์สูงจะได้ราคาผ่อนที่ต่ำกว่า และถ้าผ่อน ก็จะผ่อนได้สูงสุด 84 เดือนเลยทีเดียว

สำหรับการผ่อน 84 เดือน มีข้อดี ตรงที่ผ่อนได้น้อยกว่า แต่ข้อเสียคือดอกเบี้ยน้อยกว่า

อ้างอิงข้อดีการผ่อน 84 เดือน : https://promotions.co.th/%E0%B9%82%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B9%82%E0%B8%A1%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%86/%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%8C/5-%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%B5-%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%96-7-%E0%B8%9B%E0%B8%B5-84-%E0%B9%80.html

อุปกรณ์มาตรฐานภายในของ Cross

  • หน้าจอแสดงผลการขับขี่ MID
  • พวงมาลัยพร้อมปุ่มควบคุมเครื่องเสียง
  • หน้าจอสัมผัสขนาด 9 นิ้ว รองรับ Apple Carplay, Bluetooth และ USB
  • กระจกมองหลังแบบปรับลดแสงอัตโนมัติ
  • ระบบปรับอุณหภูมิด้านซ้าย – ขวา แบบอัตโนมัติ Dual Zone
  • ระบบสตาร์ทอิจฉริยะ
  • เบาะนั่งคนขับแบบปรับไฟฟ้า สามารถปรับได้ 8 ทิศทาง
  • พนักพิงเบาะนั่งสามารถปรับเอนได้ 1 จังหวะ
  • พนักวางแขนด้านหลัง พร้อมที่วางแก้วน้ำ
  • ช่องแอร์และช่องต่อ USB สำหรับผู้โดยสารหลัง
  • เบาะนั่งด้านหลังแยกพับได้แบบ 60:40
  • ประตูท้ายเปิด – ปิด แบบอัตโนมัติ พร้อมประตูท้ายที่เปิดแบบ Kick  Activated

ทั้งนี้ทาง Toyota ออกตัว Corolla Cross มาเพื่อจับกลุ่มลูกค้าที่ต้องการรถที่มีพื้นที่ใช้สอยมากกว่าเดิมที่ไม่มีใน C-HR นั่นเอง

Categories
Auto

คันเร่งรถค้าง! ต้องรับมืออย่างไร ?

‘อุบัติเหตุบนท้องถนน’ ถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่เราทุกคนคงไม่อยากให้มันเกิดขึ้นกับเราหรือคนรอบตัวเราอย่างแน่นอน ซึ่งอุบัติเหตุบนนท้องถนนส่วนใหญ่ก็มักจะเกิดมาจากความประมาทของคนใช้รถใช้ถนน รวมไปถึงเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดต่าง ๆ ก็สามารถทำให้เกิดอุบัติเหตุได้เช่นกัน

และเหตุการณ์ไม่คาดคิดต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้น เราก็สามารถแก้ไขด้วยการมี ‘สติ’ ซึ่งการมีสตินั้นก็สามารถทำให้เราเกิดความคิดและการตัดสินใจที่ดีได้ และหากใครที่ได้ติดตามข่าวสารต่าง ๆ ก็อาจจะเห็นหลายข่าวที่เกิดเหตุการณ์รถพุ่งชนสิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นราวสะพาน บ้านเรือน หรือห้างสรรพสินค้า และข้อสันนิษฐานส่วนใหญ่ก็คือ ‘คันเร่งค้าง’

วิธีรับมือเมื่อเบรกรถค้าง

และอย่างที่ได้บอกไปว่าเราขับรถอยู่เป็นปประจำทุกวัน แต่เหตุการณ์ไม่คาดคิดต่าง ๆ ก็สามารถเกิดขึ้นได้กับเราทุกคน ซึ่งหากวันหนึ่งคันเร่งรถของคุณเกิดค้างขึ้นมาจนไม่สามารถที่หยุดรถได้ สิ่งแรกที่คุณควรมีนั่นก็คือสติ แล้วจากนั้นก็ทำตามขั้นตอนการรับมือเมื่อคันเร่งค้างที่เรานำมาฝากนี้เลยค่ะ

มีสติ : เมื่อเจอเหตุการณ์แบบนี้เป็นใครก็ต้องตกใจอย่างแน่นอน ตกใจได้ค่ะแต่ต้องรีบดึงสติของคุณกลับมาให้ไวมากที่สุด เพราะถึงแม้คุณจะควบคุมความเร็วของรถไม่ได้ แต่พวงมาลัยและทิศทางในการขับคุณยังสามารถควบคุมได้อยู่ค่ะ

เข้าเกียร์ว่างทันที : การเข้าเกียร์ว่างจะช่วยตัดกำลังในการขับเคลื่อน แต่หากเป็นรถเกียร์ธรรมดาก็ต้องเหยียบคลัตช์เพื่อเปลี่ยนไปเป็นเกียร์ว่าง

เหยียบเบรกรถค้างไว้ : เพื่อชะลอความเร็วแต่วิธีการนี้สำหรับรถที่เป็นระบบเบรก ABS เท่านั้น แต่หากเป็นรถที่เป็นระบบเบรกธรรมดาก็ให้เหยียบแล้วปล่อยเพื่อเลี่ยงการล็อคของล้อ

เบรกรถค้างต้องทำอย่างไร ?

ห้ามดับเครื่องเด็ดขาด : แต่หากเผลอไปดับเครื่องก็ห้ามถอดกุญแจรถหรือบิดไปที่ตำแหน่งล็อค เพราะหากทำแบบนั้นพวงมาลัยรวมไปถึงระบบช่วยเหลือต่าง ๆ จะไม่สามารถทำงานได้ และจะทำให้ควบคุมรถได้ยากขึ้น

กดปุ่ม Start on/off ค้างไว้ 3 วินาที : วิธีนี้สำหรับรถที่ใช้ระบบแบบนี้เท่านั้น และข้อสำคัญก็คือต้องกดค้างไว้ 3 วินาที ห้ามกดแล้วปล่อยเด็ดขาด 

จอดรถไว้ในที่ปลอดภัย : จากนั้นโทรขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานต่าง ๆ โดยด่วน

ทั้งหมดนี้ก็เป็นข้อแนะนำเมื่อเกิดเหตุการณ์เบรกรถค้าง แต่ที่สำคัญเลยก็คือไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์บนท้องถนนรูปแบบใด สิ่งแรกที่เราควรมีนั่นก็คือ ‘สติ’ เพราะหากเราไม่มีสติก็อาจจะทำให้เราเกิดการตัดสินใจที่พลาดและเผลอไปทำอะไรที่ไม่ถูกต้องได้ ซึ่งนั่นก็คงจะไม่ใช่สิ่งที่ดีแน่นอน เพราะฉะนั้นมีสติทุกครั้งกับทุก ๆ การเดินทางนะคะ  

ข้อมูลจาก : moneyguru.co.th

อ่านเพิ่มเติม: