Categories
Auto

รถสำหรับผู้หญิง 2021 คันเล็ก สเปคแน่น ราคาสบายกระเป๋า

6 รถยนต์คันเล็ก เหมาะกับผู้หญิง

การมีรถยนต์ส่วนตัวคงเป็นความต้องการของคนวัยทำงานหลายคนอย่างแน่นอน เพราะมันทั้งสะดวก คล่องตัว อยากจะขับขี่ไปไหนก็ไปได้ตามใจชอบ แต่สำหรับผู้หญิงรถยนต์ไม่ได้มีไว้เพื่อขับขี่เท่านั้น แต่รถยนต์ยังเหมือนกับห้องแต่งตัวหรือห้องแต่งหน้า ขนาดย่อม ๆ เลยก็ว่าได้ ฉะนั้น เรื่องความคล่องตัวที่มาควบคู่กับความกว้างขวางจึงเป็นสิ่งสำคัญ และนี่คือ 6 อันดับรถยนต์สำหรับผู้หญิงน่าซื้อในปี 2021 ที่เรานำมาฝากสาว ๆ กันค่ะ

Toyota Yaris

ราคาเริ่มต้น : 549,000 บาท

Toyota Yaris
Toyota Yaris

รถระบบเกียร์อัตโนมัติ Super CVT-i พร้อม Shift Lock พร้อมด้วยเครื่องยนต์ 3NR-PE เทคโนโลยี DUAL VVT-I 4 สูบ ขนาด 1.2 ลิตร ที่สำคัญยังมีระบบควบคุมการทรงตัวที่ช่วยให้การขับขี่สะดวกขึ้น ดีไซน์สวย หรูหรรา ห้องโดยสารกว้าง

Toyota Vios

ราคาเริ่มต้น : 789,000 บาท

Toyota Vios
Toyota Vios

หากพูดถึงรถที่ได้รับความนิยม และมีชื่อเสียงโด่งดัง Toyota Vios ก็คงติดอยู่ในลิสต์รายชื่อนั้น ๆ เพราะด้วยดีไซน์ภายนอกสีสด บวกกับเกียร์ CVT ลูกใหม่ ให้สมรรถนะที่พอจะเดินทางได้ทั่วทั้งประเทศ นอกจากนี้ยังมีตัวเลือกให้เลือกมากถึง 3 รุ่น คือ Toyota Vios HIGH AT, Toyota Vios MID AT และ Toyota Vios ENTRY AT ที่สำคัญยังไม่ต้องกังวลด้วยว่าในอนาคตจะขายยาก เพราะรถรุ่นนี้ถือเป็นรุ่นที่มีคนให้ความสนใจแบบไม่ขาดสาย

Mazda CX-3

ราคาเริ่มต้น : 835,000 บาท

Mazda CX-3
Mazda CX-3

รถครอสโอเวอร์ขนาดเล็กที่เน้นในเรื่องของการขับขี่และดีไซน์ภายในเป็นหลัก แต่ถึงแม้ว่าภายในห้องโดยสารจะมีขนาดเล็กกว่ารุ่นอื่น ๆ แต่มันก็มาพร้อมกับคุณภาพที่จัดเต็ม ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์เสริมหรือวัสดุภายในก็ล้วนมีคุณภาพ ใครที่กำลังเล็ง ๆ รุ่นเครื่องยนต์ดีเซล 1.5 XLD รถคันนี้นี่แหละตอบโจทย์แน่นอน

Honda City

ราคาเริ่มต้น : 550,000 บาท

Honda City
Honda City

สำหรับรถรุ่นนี้จะมีห้องโดยสารที่กว้างขวาง นั่งสบาย เหมาะสำหรับการเดินทางเป็นครอบครัว สำหรับเรื่องสมรรถนะก็ไม่ต้องกังวล เพราะขึ้นชื่อว่าเป็นฮอนด้าแล้ว แน่นอนเลยว่ามันต้องโจทย์การใช้งานของคุณอย่างดีเยี่ยม

Nissan March

ราคาเริ่มต้น : 430,000 บาท

Nissan March
Nissan March

รถยนต์อีโคคาร์รุ่นประหยัด เปิดตัวด้วยเครื่องยนต์ HR12DE 3 สูบแถวเรียง DOHC มาพร้อมกับเครื่องยนต์ขนาด 1,198 ซีซี ขับเคลื่อนสูงสุด 79 แรงม้า ประหยัดน้ำมันสูงสุด 20 Km/ลิตร นอกจากนิสสันมาร์ชยังผ่านมาตรฐาน EURO4 ให้เป็นรถที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย แต่ถึงแม้ว่าจะมีขนาดที่เล็กแต่ด้วยดีไซน์ที่สวยหรู ความสามารถดีเยี่ยม จึงทำให้รถรุ่นนี้ได้รับความนิยมแบบสุด ๆ เลยค่ะ

MG3 Hatchback

ราคาเริ่มต้น : 479,000 บาท

MG3 Hatchback
MG3 Hatchback

สำหรับรถรุ่นนี้เสริมความเก๋ด้วยหลังคาซันรูฟที่ไว้สำหรับเปิดรับลมแบบชิค ๆ ที่สำคัญยังเหมาะมากสำหรับคนที่ต้องการรถคันเล็ก ดีไซน์คล่องตัว ประหยัดน้ำมัน ที่สำคัญยังมีราคาเริ่มต้นที่ไม่แพง เหมาะมากสำหรับคนที่ต้องการความประหยัดแต่มีคุณภาพ

ทั้งหมดนี้ก็เป็น 6 รถยนต์สำหรับผู้หญิงในปี 2021 ที่เรานำมาฝาก แต่ละรุ่นก็จะมีในเรื่องของดีไซน์ ความสามารถ และราคาที่แตกต่างกันออกไป ใครที่กำลังเล็งรถคันใหม่อยู่ลองเช็ครายละเอียดให้ดีแล้วตัดสินใจซื้อเลยจ้า

ข้อมูลจาก : Sanook

Categories
Auto

ขับรถขึ้นเขาอย่างไรให้ปลอดภัยมากที่สุด ?

เทคนิคง่าย ๆ ที่ช่วยให้ขับรถขึ้นเขาปลอดภัยขึ้น

การขับขี่ยานพาหนะทุกชนิดไม่ว่าจะเป็น จักรยาน รถมอเตอร์ไซค์ หรือแม้แต่รถยนต์ ผู้ขับจะต้องมาควบคู่กับความระมัดระวังเพื่อให้เกิดความปลอดภัยเสมอ ซึ่งอุบัติเหตุที่มักออกข่าวอยู่เป็นประจำ คือการขับขี่ยานพาหนะขึ้นบนเขา ซึ่งจากสถิติส่วนใหญ่มักเกิดจากความไม่ชินทาง ฝนตก หรือการแซงรถคันข้างหน้าแบบไม่ทันระวัง นี่จึงได้กลายเป็นอุบัติเหตุที่ก่อให้เกิดความสูญเสียมากมาย วันนี้เราจึงได้รวบรวมเทคนิคดี ๆ ที่ช่วยให้คุณขับรถขึ้นเขาได้อย่างปลอดภัยมาฝากกัน

ห้ามใช้เกียร์ว่าง

การขับรถที่บริเวณทางลาดชัน หรือการขึ้นดอย ขึ้นเขา สิ่งสำคัญคือห้ามใส่เกียร์หรือปล่อยให้รถไหลเองเด็ดขาด เพราะนั่นจะทำให้รถของคุณเสียการทรงตัว เนื่องจากรถมีน้ำหนักที่มาก หากผู้ขับปล่อยให้เกียร์ว่างก็จะทำให้รถพุ่งลงเขามาด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทางที่ดีขับแบบปกติจะปลอดภัยที่สุด

ขับรถขึ้นเขาอย่างไรให้ปลอดภัยมากที่สุด ?
ขับรถขึ้นเขาอย่างไรให้ปลอดภัยมากที่สุด ?

ห้ามเหยียบคลัทซ์

คลัทซ์คืออุปกรณ์สำคัญที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อแรงฉุดจากเครื่องยนต์ให้ผ่านเกียร์ไปยังล้อรถ ฉะนั้น ขณะที่รถกำลังวิ่งและคุณยังคาเกียร์ไว้อยู่ แรงฉุดจากเครื่องยนต์จะส่งกำลังไปที่ล้อรถ หากคุณเผลอไปเหยียบคลัทซ์จะทำให้แรงกดถนนจากเครื่องยนต์ถูกตัดขาด และจะทำให้รถเสียการทรงตัวพร้อมเหวี่ยงทันที

ห้ามเหยียบเบรกตลอดเวลา

การเหยียบเบรกตลอดเวลาจะทำให้เบรกเกิดความร้อน ผ้าเบรกไหม้ และทำให้เบรกไม่อยู่ ทางที่ดีเมื่อขับรถลงเขาหรือลงทางลาดชันควรจะแตะเบรกเป็นระยะ ๆ และใช้เกียร์ต่ำเข้าช่วยรับรองว่าปลอดภัยแน่นอน

ห้ามแซงทางโค้ง

ค่อย ๆ ขับไปตามเส้นทางด้วยความระมัดระวัง หากไม่มีความจำเป็นก็ไม่ควรจะแซงในระยะทางโค้ง เพราะจะทำให้เราไม่สามารถกะระยะของรถที่สวนทางมาข้างหน้าได้ แต่เมื่อพ้นทางโค้งไปแล้วเราสามารถคำนวณระยะทางด้วยความมั่นใจได้แล้ว จึงค่อย ๆ หาจังหวะแซง

ขับรถขึ้นเขาอย่างไรให้ปลอดภัยมากที่สุด ?
ขับรถขึ้นเขาอย่างไรให้ปลอดภัยมากที่สุด ?

ขับรถชิดขอบทางซ้าย

ให้ถือกึ่งกลางของทางเดินรถหรือแนวที่แบ่งทางเดินรถเป็นหลัก ที่สำคัญควรขับรถชิดทางด้านซ้ายของทางเดินรถเพื่อความปลอดภัย

ใช้เกียร์ต่ำ

ต้องใช้เกียร์ต่ำขณะขึ้นและลงเขา รวมไปถึงทางลาดชันอยู่เสมอ เพื่อเป็นตัวช่วยในการส่งกำลังเพื่อทะยานสู่เนินได้อย่างมั่นใจ และเพื่อไม่ให้รถไหลลงเร็วเกินไป

ให้สัญญาณรถที่สวนมาเสมอ

เฉพาะอย่างยิ่งในช่วงทางโค้ง หรือระว่างที่กำลังแซงรถคันข้างหน้าที่เป็นมุมอับสายตา เพื่อเป็นสัญญาณเตือนให้ระมัดระวัง

ทั้งหมดนี้เป็นเทคนิคที่ช่วยให้คุณปลอดภัยขึ้นเมื่อมีเหตุให้ต้องเดินทางขึ้น-ลงเขา หากคุณทำตามขั้นตอนตามนี้รับรองว่าการเดินทางของคุณจะต้องปลอดภัยอย่างแน่นอน

ข้อมูล : valvoline

Categories
Auto

All New Toyota Altis 2021 ดีไซน์ใหม่ ตอบโจทย์เรื่องความประหยัด

All New Toyota Altis 2021 ราคาเริ่มต้น 839,000 บาท

วันนี้เราพาทุกคนมาทำความรู้จักกับ All New Toyota Altis รถดีไซน์ใหม่ที่เร้าใจกว่าเดิม ที่สำคัญไม่ได้มีเพียงแค่ดีไซน์นอกตัวรถเท่านั้นที่โดดเด่น แต่ภายในยังกว้างขวาง ทันสมัย รายละเอียดการตกแต่งก็แจ่มเอามาก ๆ ใครกำลังอยากได้รถดีไซน์หรู ๆ อยู่คันนี้แหละตอบโจทย์ที่สุดแล้ว

ซึ่ง Toyota Altis 2021 ได้มีการพัฒนาดีไซน์ตัวรถรวบไปถึงรูปแบบต่าง ๆ ให้ดูโดดเด่นมากยิ่งขึ้นถึง 5 หลักสำคัญ ได้แก่

ด้านการออกแบบ : ภายนอกได้รับการออกแบบที่มาพร้อมกับแนวคิด Shooting Robust เส้นสายที่โฉบเฉี่ยว ทันสมัย และภายใน Clean & Wide ตัวรถกว้างขวาง คำนึงถึงการใช้งานจริง เพียบพร้อมไปด้วยอุปกรณ์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกอย่างครบครัน

All New Toyota Altis 2021 ดีไซน์ใหม่ ตอบโจทย์เรื่องความประหยัด
All New Toyota Altis 2021 ดีไซน์ใหม่ ตอบโจทย์เรื่องความประหยัด

ด้านประสิทธิภาพการขับขี่ : ด้วยสถาปัตยกรรม TNGA ที่ช่วยเพิ่มศูนย์ถ่วงของตัวรถโดยรวม จึงทำให้การขับขี่รถรุ่นนี้ได้รับประสิทธิภาพได้ดียิ่งขึ้นทั้งทางตรงและเข้าโค้ง สำหรับช่วงล่างจะเป็น MacPherson Strut พร้อมด้วย Double Wishbone ที่เพิ่มความนุ่มนวลในขณะที่ขับขี่หรือโดยสาร ป้องกันแรงสั่นสะเทือนในตำแหน่งต่าง ๆ

ระบบ ไฮบริด เจเนอเรชั่นที่ 4 : มาพร้อมกับระบบประหยัดน้ำมัน ทั้งยังตอบสนองต่อการเร่งแซงได้อย่างมั่นใจ ที่สำคัญรถรุ่นนี้ยังมีถึงเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร และ 1.6 ลิตรเบนซิน โดยเครื่องยนต์แบบ 1.8 ลิตร จะช่วยตอบสนองอัตราการเร่งที่ดีเยี่ยม ส่วนแบบ 1.6 ลิตรจะให้ความเหมาะสมกับการใช้งานทั่วไป

All New Toyota Altis 2021 ดีไซน์ใหม่ ตอบโจทย์เรื่องความประหยัด
All New Toyota Altis 2021 ดีไซน์ใหม่ ตอบโจทย์เรื่องความประหยัด

ระบบปลอดภัยมาตรฐานระดับโลก : สำหรับรุ่นนี้ก็จัดเต็มด้วยระบบความปลอดภัยตามแบบฉบับของ Toyota ทั้งระบบปลอดภัยก่อนการชน, ระบบความปลอดภัยหลังการชน และ Toyota Safety Sense ที่เพิ่ม Dynamic Radar Cruise Control แบบ Full-Speed range ที่ช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลนแม้อยู่ในโค้ง

ระบบการเชื่อมต่อ : ให้ผู้ใช้รถได้เพลิดเพลินไปกับ Apple CarPlay และ T-Connect Telematics ที่ช่วยให้ไม่พลาดทุกการเชื่อมต่อขณะเดินทาง

All New Toyota Altis 2021 ดีไซน์ใหม่ ตอบโจทย์เรื่องความประหยัด
All New Toyota Altis 2021 ดีไซน์ใหม่ ตอบโจทย์เรื่องความประหยัด

สำหรับ All New Toyota Altis 2021 จะมีให้คุณเลือกซื้อทั้งแบบระบบเบนซิน และระบบไฮดริด โดยราคาคร่าว ๆ ของรถรุ่นนี้ มีดังนี้

Toyota Corolla Altis รุ่น เบนซิน

  • Toyota Altis รุ่น 1.6 Limo – AT ราคา 839,000 บาท
  • Toyota Altis รุ่น 1.6 G – AT ราคา 879,000 บาท
  • Toyota Altis รุ่น 1.8 SPORT – AT ราคา 964,000 บาท
  • Toyota Altis รุ่น 1.8 GR-Sport – AT ราคา 1,009,000 บาท

Toyota Altis รุ่น Hybrid

  • Toyota Altis Hybrid รุ่น Smart – AT ราคา 939,000 บาท
  • Toyota Altis Hybrid รุ่น Premium – AT ราคา 994,000 บาท
  • Toyota Altis Hybrid รุ่น Premium Safety – AT ราคา 1,099,000 บาท

ซึ่งหากใครที่กำลังมองหารถคู่ใจที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของคนยุคใหม่อยู่ All New Toyota Altis 2021 ก็ถือเป็นรถอีกรุ่นที่น่าสนใจไม่น้อย ทั้งสวย เรียบหรู โฉบเฉี่ยว แถมยังมีระบบการขับขี่และระบบควบคุมความปลอดภัยที่หนาแน่นอีกด้วย

ข้อมูล : Toyota

Categories
Auto

5 พฤติกรรมที่คุณอาจทำร้ายรถคู่ใจแบบไม่รู้ตัว  

พฤติกรรมที่ทำให้รถพังเร็วขึ้น มีอะไรบ้าง ?

รถยนต์เปรียบเสมือนเพื่อนคู่ใจที่พร้อมจะเดินทางกับคุณไปทุกที่ เพราะฉะนั้นแล้วหากคุณรักเพื่อนของคุณยังไง กับรถคู่ใจก็ควรจะดูเอาใจใส่มากด้วยเช่นกัน ซึ่งบางคนอาจจะมีพฤติกรรมบางอย่างที่เผลอทำร้ายรถคันโปรดไปแบบไม่รู้ตัว ทั้งเรื่องความใจร้อน ความเคยชิน หรือความไม่รู้ บอกเลยว่าหากยังไม่เลิกนิสัยเหล่านี้ในอนาคตคุณอาจะมีแพลนเสียเงินก้อนโตแน่นอน

ออกตัวทันทีขณะเครื่องเย็น

ใครที่ชอบเร่งเครื่องออกตัวไปด้วยความเร็วทันที ทั้งที่เครื่องกำลังเย็นอยู่ล่ะก็บอกเลยว่าหยุดเดี๋ยวนี้ เพราะมันจะส่งผลเสียร้ายแรงต่อเครื่องยนต์ของคุณได้ โดยระบบหล่อลื่นต่าง ๆ จะไม่สามารถหล่อเลี้ยงไปยังส่วนต่าง ๆ ของรถได้ทัน ดังนั้นคุณควรวอร์มรถหรือสตาร์ทรถทิ้งไปสักครู่ เพื่อให้ระบบเข้าที่จากนั้นจึงค่อยเหยียบออกไปจะดีที่สุด

5 พฤติกรรมที่คุณอาจทำร้ายรถคู่ใจแบบไม่รู้ตัว  
5 พฤติกรรมที่คุณอาจทำร้ายรถคู่ใจแบบไม่รู้ตัว  

ไม่ชะลอความเร็ว

บางคนเห็นลูกระนาด เนินเล็ก ๆ หรือหลุมต่าง ๆ ก็ยังเหยียบคันเร่งแบบไม่มียั้ง ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้หากทำไปนาน ๆ มีหวังช่วงล่างรถของคุณคงหลุดออกมาแน่ เพราะฉะนั้นแล้วแตะเบรกสักนิดเพื่อความปลอดภัยของตัวคุณและรถนะคะ

เหยียบคันเร่งจนจม หรือคิกดาวน์บ่อย ๆ

บางครั้งการเหยียบคันเร่งธรรมดาอาจะไม่ทันคนขับ หลายคนจึงใช้วิธีการกดครั้งเร่งไปจนจม เพื่อเรียกรอบให้เกียร์เปลี่ยนอัตราทดไปยังตำแหน่งที่ตำกว่า เช่น จากเกียร์ 3 ไปเกียร์ 2 ซึ่งวิธีการนี้แม้จะทำให้รถของคุณพุ่งไปข้างหน้าได้เร็วขึ้น แต่มันก็ส่งผลเสียต่อรถของคุณได้มากเหมือนกัน เพราะชุดเฟืองจะต้องรับภาระหนัก ท้ายที่สุดก็ส่งผลให้อายุการใช้งานของมันสั้นลง

ไม่สนใจน้ำท่วมขัง

หลาย ๆ เส้นทางที่คุณขับอาจเกิดน้ำท่วมขังขึ้นเป็นประจำ ซึ่งบางคนอาจหลีกเลี่ยงไม่ได้จึงจำเป็นต้องขับผ่านลุยไปแบบไม่คิดอะไร แต่ความเป็นจริงยิ่งน้ำท่วมสูงมากเท่าไหร่ มันก็จะยิ่งถูกดูดเข้าไปยังห้องเครื่องมากเท่านั้น ฉะนั้นควรเลือกขับที่จุดน้ำขังน้อย หรือน้ำตื้นที่สุดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหาย

5 พฤติกรรมที่คุณอาจทำร้ายรถคู่ใจแบบไม่รู้ตัว  
5 พฤติกรรมที่คุณอาจทำร้ายรถคู่ใจแบบไม่รู้ตัว  

ไม่สนใจสัญญาณเตือนบนหน้าปัด

บางครั้งมีสัญญาณไฟเตือนขึ้นบนหน้าปัดเป็นบ่อย ๆ หลายคนปล่อยไว้แบบไม่สนใจ ซึ่งหากใครที่ทำแบบนี้อยู่ถือว่ามีความเสี่ยงต่อการเดินทางเป็นอย่างมาก เพราะการที่มีสัญญาณเตือนก็หมายความว่าระบบเครื่องยนต์ หรือระบบความปลอดภัยต่าง ๆ กำลังมีปัญหา หากใครที่พอมีความรู้ก็ควรรีบแก้ไข แต่หากใครที่ไม่ได้มีความรู้เรื่องรถมากนัก ควรรีบเอาศูนย์เพื่อเช็คอาการอย่างละเอียดทันที

ซึ่งการดูแลรถนั้นไม่ใช่เพียงแค่เช็ดล้างทำความสะอาดรถภายนอกอย่างเดียว แต่เรื่องความปลอดภัยของเครื่องยนต์ภายในก็ควรเอาใจใส่มากด้วยเช่นกัน ครั้งหน้าเราจะมีเกร็ดความรู้อะไรดี ๆ มาฝากอีก รอติดตามกันได้เลยค่ะ

ข้อมูล : Sanook

Categories
Auto

เดินทางอย่างไรให้ลูกน้อยปลอดภัยที่สุด เทคนิคง่าย ๆ ที่พ่อแม่ต้องรู้!

คาร์ซีท อุปกรณ์สำคัญสำหรับเด็ก

พ่อแม่บ้านไหนกำลังกังวลใจเกี่ยวกับการเดินทางที่ต้องมีลูกน้อยไปด้วยอยู่ไหมคะ ? ซึ่งทุกวันนี้แบรนด์ต่าง ๆ ก็ได้ผลิตอุปกรณ์เสริมที่ช่วยให้ลูกน้อยเดินทางได้ปลอดภัยขึ้น สะดวกใจ และช่วยให้พ่อแม่อุ่นใจขึ้น ซึ่งอุปกรณ์เสริมที่ว่านี้ก็คือ คาร์ซีท ซึ่งคาร์ซีทเป็นเบาะชนิดพิเศษที่ถูกออกแบบมาให้สำหรับเด็กโดยเฉพาะ โดยหลักการติดตั้งคาร์ซีทที่ถูกต้องคือบริเวณตำแหน่งหลังคนขับ งานวิจัยหลายชิ้นเผยว่าในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุขึ้นนั้น จุดที่จะได้รับผลกระทบน้อยที่สุดคือบริเวณหลังคนขับ และใกล้ ๆ กับประตูรถเพื่อที่ผู้ปกครองจะสามารถอุ้มลูกขึ้น-ลงได้ง่ายขึ้น

ประเภทของคาร์ซีท

คาร์ซีทสำหรับทารก

  • เหมาะสำหรับเด็กแรกเกิดไปจนถึงเด็กน้ำหนัก 13 กิโลกรัม หรือประมาณ 15 เดือน ลักษณะการติดตั้งให้หันหน้าเข้าหาเบาะ และติดตั้งวิธีนี้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะการติดตั้งแบบหันหน้าเข้าหาเบาะจะช่วยให้เด็กเกิดความปลอดภัยมากที่สุด
เดินทางอย่างไรให้ลูกน้อยปลอดภัยที่สุด เทคนิคง่าย ๆ ที่พ่อแม่ต้องรู้!
เดินทางอย่างไรให้ลูกน้อยปลอดภัยที่สุด เทคนิคง่าย ๆ ที่พ่อแม่ต้องรู้!

คาร์ซีทสำหรับเด็กโต

  • เมื่อกล้ามเนื้อของเด็กเริ่มแข็งแรงขึ้น ผู้ปกครองก็สามารถติดตั้งคาร์ซีทแบบหันหน้าออกได้ โดยคาร์ซีทประเภทนี้จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ คาร์ซีทตามมาตรฐานสากล (Universal child seats) ที่สามารถติดตั้งกับรถได้ทุกรุ่น และคาร์ซีทที่รองรับมาตรฐานกึ่งสากล (Semi-universal child seats) ที่อาจจะติดตั้งได้กับรถแค่บางรุ่นเท่านั้น

ที่สำคัญคาร์ซีททุกรุ่นจะต้องมีเอกสารรองรับว่าคาร์ซีทดังกล่าวได้ผ่านการทดสอบด้านความปลอดภัยมาแล้ว รวมไปถึงมีหมายเลขหนังสือรับรองที่ออกโดยหน่วยงานรัฐของประเทศนั้น ๆ ให้การยืนยัน เพราะหากไม่มีเครื่องหมายยืนยันเหล่านี้ ก็เท่ากับคาร์ซีทนั้นไม่ได้มาตรฐาน และอาจส่งผลงานร้ายแรงต่อลูกน้อยได้

อีกทั้ง ในระดับโลกประเทศส่วนใหญ่จะอิงตามมาตรฐานของ UN Economic Commission for Europe หรือ ECE ที่ได้แบ่งประเภทของคาร์ซีทออกเป็น 5 กลุ่ม ดังนี้

  • Group 0 : สำหรับเด็กอายุไม่เกิน 9 เดือน รองรับน้ำหนักได้มากที่สุด 10 กิโลกรัม
  • Group 0+ : สำหรับเด็กอายุไม่เกิน 18 เดือน รองรับน้ำหนักได้มากที่สุด 13 กิโลกรัม
  • Group 1 : สำหรับเด็กอายุไม่เกิน 4 ขวบ รองรับน้ำหนักได้ระหว่าง 9-18 กิโลกรัม
  • Group 2 : สำหรับเด็กอายุไม่เกิน 7 ขวบ รองรับน้ำหนักได้ระหว่าง 15-25 กิโลกรัม
  • Group 3 : สำหรับเด็กอายุตั้งแต่ 7 ขวบขึ้นไป รองรับน้ำหนักได้ระหว่าง 22-36 กิโลกรัม
เดินทางอย่างไรให้ลูกน้อยปลอดภัยที่สุด เทคนิคง่าย ๆ ที่พ่อแม่ต้องรู้!
เดินทางอย่างไรให้ลูกน้อยปลอดภัยที่สุด เทคนิคง่าย ๆ ที่พ่อแม่ต้องรู้!

จัดท่านั่งของเด็กอย่างไรให้ปลอดภัย ?

  • คาดเข็มขัดนิรภัยให้พอดี ไม่แน่นและไม่หลวมจนเกินไป ที่สำคัญห้ามให้เด็กสวมเสื้อที่หนาเกินไป เพราะการสวมเสื้อที่หนาจะทำให้เข็มขัดรัดตัวเด็กไม่กระชับ
  • ประเมินความพอดีของเข็มขัดด้วยฝ่ามือของผู้ปกครอง โดยการสอดมือเข้าไประหว่างเด็กกับเข็มขัด หากหลวมหรือแน่นไปก็ปรับให้กระชับพอดีกับฝ่ามือ
  • เปิดระบบ Child Lock ที่ประตูฝั่งที่เด็กนั่ง เพื่อกันไม่ให้เด็กเล่นซนขณะที่ผู้ปกครองกำลังขับรถ
  • มีตุ๊กตาตัวหรือของเล่นชิ้นโปรดไว้ให้เด็ก เพื่อที่เขาจะได้รู้สึกปลอดภัยและอุ่นใจมากยิ่งขึ้น

ที่สำคัญผู้ปกครองไม่ควรปล่อยให้เด็กเล็กนั่งตามลำพัง เพราะหากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินแบบที่ผู้ปกครองไม่ทันระวังตัว จะได้รีบเข้าแก้ไขได้ทันเวลา

ข้อมูลจาก : MThai

Categories
Auto

ไฟผ่าหมากคืออะไร ใช้งานอย่างไรให้ถูกวิธี ?

ใช้สัญญาณไฟฉุกเฉินอย่างไรให้ถูกวิธีที่สุด

ผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคนคงจะเคยสัญลักษณ์ของไฟฉุกเฉิน (hazard lights) หรือไฟผ่าหมากกันอย่างแน่นอน ซึ่งสัญลักษณ์ไฟนี้ต้องอาศัยหลักการใช้งานที่ถูกต้อง เพราะหากคุณกดใช้ฉุกเฉินแบบผิดวิธีนั่นอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงบนท้องถนนได้

สัญญาณไฟฉุกเฉิน หรือ ไฟผ่าหมาก เป็นเครื่องมือสำคัญที่ติดตั้งอยู่ในรถยนต์ทุกคัน โดยทั่วไปบริเวณปุ่มจะมีสัญลักษณ์เป็นสีแดงสามเหลี่ยม จะอยู่ใกล้ ๆ กับกล่องเครื่องเสียงหรือแอร์ เมื่อต้องการใช้งานเพียงแค่กดก็จะเกิดเป็นไฟกระพริบขึ้นทั้งสี่มุมของไฟเลี้ยวรถ

กฎหมายจราจรเรื่องการใช้สัญญาณไฟฉุกเฉิน

สำหรับในประเทศไทยมีกฎหมายว่าด้วยเรื่องการใช้สัญญาณไฟฉุกเฉินโดยตรง ซึ่งในกฎหมายที่เกี่ยวข้องได้ระบุเอาไว้ในกฎกระทรวงกำหนดส่วนควบและเครื่องอุปกรณ์สำหรับรถ พ.ศ.2551 ข้อ3 มาตรา 28 ที่กำหหนดให้รถแต่ละประเภทต้องมีอุปกรณ์สัญญาณเตือนอันตราย มีระบบควบคุมที่แยกออกจากโคมไฟเลี้ยว และเมื่อเกิดอันตรายขึ้นสัญญาณทุกดวงจะต้องกะพริบพร้อมกัน

ไฟผ่าหมากคืออะไร ใช้งานอย่างไรให้ถูกวิธี ?
ไฟผ่าหมากคืออะไร ใช้งานอย่างไรให้ถูกวิธี ?

นอกจากนี้ในพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 36 ระบุเอาไว้ว่า ในกรณีที่เครื่องยนต์หรือเครื่องอุปกรณ์ของรถเกิดความขัดข้องจนต้องจอดรถในทางเดินรถ ผู้ขับขี่จะต้องนำรถออกพ้นทางเดินรถให้เร็วที่สุด แต่หากมีความจำเป็นต้องจอดในทางเดินรถ ผู้ขับขี่ต้องจอดในลักษณะที่ไม่กีดขวางทางจราจร และต้องแสดงเครื่องหมายสัญลักษณ์ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง

หลักการใช้งานไฟฉุกเฉินหรือไฟกะพริบที่ถูกต้อง

และถึงแม้ว่าในกฎหมายจะไม่ได้ระบุหลักการใช้ไฟฉุกเฉินที่ถูกต้องออกมา แต่ก็อธิบายให้เราเข้าใจได้ว่าไฟฉุกเฉินจะถูกเปิดขึ้นก็ต้องเมื่อรถเสียหรือเกิดอุบัติเหตุที่ทำให้ไม่สามารถเคลื่อนย้ายรถได้ จึงจำเป็นต้องใช้เพื่อให้ผู้ร่วมทางคนอื่น ๆ ระมัดระวังตัวเอง

อีกทั้ง ในรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ ไฟฉุกเฉินมักจะปรากฏเองอัตโนมัติ เมื่อมีการเหยียบเบรกแบบกะทันหัน และอีกกรณีที่สามารถใช้ไฟฉุกเฉินได้คือรถที่จอดอยู่บริเวณไหล่ทางชั่วคราวไม่ว่าจะเหตุผลใดก็ตาม

ไฟผ่าหมากคืออะไร ใช้งานอย่างไรให้ถูกวิธี ?
ไฟผ่าหมากคืออะไร ใช้งานอย่างไรให้ถูกวิธี ?
รณรงค์เปิดไฟฉุกเฉินให้ถูกต้องตามเวลา

ซึ่งผู้ขับขี่ส่วนใหญ่มีความเห็นว่า ผู้ใช้รถบางคนยังไม่มีความชำนาญในเรื่องนี้ หรือบางคนต้องการความสะดวกสบาย จึงเลือกที่จะเปิดไฟฉุกเฉินเพื่อเป็นการขอทาง แต่จริง ๆ แล้ว เมื่อขับรถอยู่บริเวณ 4 แยกที่ไม่มีสัญญาณไฟจราจร เมื่อเรากดไฟฉุกเฉินก็อาจทำให้คนอื่น ๆ เกิดความเข้าใจผิด ยกตัวอย่าง หากเราขับรถมาด้วยความเร็วแล้วกดไฟฉุกเฉิน ผู้ที่ขับรถมาจากฝั่งอื่น ๆ ก็จะเห็นเพียงแค่สัญญาณไฟที่ใกล้ที่สุด เมื่อเกิดความเข้าใจผิดก็อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุที่ร้ายแรงได้นั่นเอง

ดังนั้น การเรียนรู้สัญญาณไฟหรือสัญญาณจราจรต่าง ๆ ถือเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นต่อการใช้รถใช้ถนนมากที่สุด เพราะหากคุณไม่ได้เรียนรู้สัญญาณที่ถูกต้อง แล้วใช้แบบผิดวิธี ผลลัพธ์ของมันอาจน่ากลัวกว่าที่คิดก็ได้

ข้อมูลจาก : Kapook

Categories
Auto

6 เสียงดังผิดปกติในรถ สัญญาณเตือนที่ห้ามปล่อยผ่านเด็ดขาด!

ทุกคนเคยได้สังเกตหรือไม่คะ ว่าทุกครั้งที่เราสตาร์ทรถ หรือขณะที่ขับรถอยู่นั้น เมื่อมีเสียงแปลก ๆ เกิดขึ้น เรามักจะตั้งคำถามว่านั่นคือเสียงอะไร แต่เมื่อเสียงนั้นเริ่มเงียบไปก็ทำให้เราเกิดความชะล่าใจว่ารถของเราคงไม่เป็นอะไรมากหรอก เพราะเสียงนั้นได้หายไปแล้ว แต่บอกไว้เลยนะคะว่าเสียงในรถที่เราไม่คุ้นหู หรือไม่เคยได้ยินมาก่อนนั้น อาจจะเป็นสัญญาณเตือนบางอย่างที่รถพยายามจะบอกกับเราว่าตัวของรถนั้นกำลังมีปัญหา เหมือนเป็นการบอกเป็นนัย ๆ ว่า ฉันกำลังจะพังแล้วนะ มาเช็คสภาพฉันทีเถอะ! วันนี้เราเลยได้รวบรวม 6 เสียงที่ดังผิดปกติภายในรถของคุณพร้อมกับต้นเหตุของการเกิดเสียงมาเล่าสู่กันฟังค่ะ

เสียงดังหลังสตาร์ทรถ

  • ไม่ว่าจะเป็นในตอนขณะกำลังสตาร์ท หรือระหว่างขับรอบเดินเบาก็จะมีเสียงดังวี๊ด ๆ จี๊ด ๆ ออกมา แต่สักพักก็จะเริ่มเบาไปเอง อาการนี้เป็นสัญญาณที่มาจากสาเหตุสายพานหย่อน กรณีนี้สามารถแก้ไขได้ด้วยการปรับตั้งสายพานใหม่ แต่นั่นก็เป็นแค่เพียงการแก้ปัญหาระยะสั้นเท่านั้น ทางที่ดีต้องนำรถเข้าศูนย์เพื่อแก้ไขปัญหาในระยะยาวนะคะ

เสียงดังเมื่อเบรก

  • ขณะที่เรากำลังเหยียบเบรกแล้วได้ยินเสียงจี๊ด ๆ คล้ายกับเหล็กสีกัน ปัญหานี้มาจากการที่เนื้อผ้าของผ้าเบรกเริ่มถูกใช้จนหมด จึงทำให้ส่วนที่เป็นเหล็กเสียดสีกับจานเบรก เมื่อเหล็กเจอกับเหล็กจึงทำให้เกิดเสียงดังจี๊ด ๆ แสบหู หากพบปัญหานี้ควรรีบเปลี่ยนผ้าเบรกใหม่ทันที เพราะหากปล่อยไปนาน ๆ นอกจากจะต้องเสียเงินเพิ่มแล้ว การทำงานของเบรกก็จะเสื่อมสมรรถภาพลงด้วยค่ะ

เสียงดังขณะเร่งเครื่อง

  • เสียงดังอู้ ๆ ที่เกิดขึ้นขณะการเร่งเครื่องยนต์นั้น เกิดมาจากยางแท่นเครื่องเสื่อมสภาพนั่นเองค่ะ โดยหน้าที่หลักของยางแท่นเครื่องคือรับแรงสั่นสะเทือนจากเครื่องยนต์ ไม่ให้มีอาการสั่นมากเกินไป เมื่อยางแท่นเริ่มเสื่อมจึงทำให้เกิดอาการสั่นเข้ามายังห้องของคนขับจนสามารถรู้สึกได้
6 เสียงดังผิดปกติในรถ สัญญาณเตือนที่ห้ามปล่อยผ่านเด็ดขาด!
6 เสียงดังผิดปกติในรถ สัญญาณเตือนที่ห้ามปล่อยผ่านเด็ดขาด

เสียงดังเมื่อรถขับบนทางขรุขระหรือตกหลุม

  • เครื่องจะเริ่มมีเสียงกุก ๆ กัก ๆ เมื่อเราขับบนถนนที่ไม่เรียบ เสียงแบบนี้อาจเกิดมาจากลูกปีนล้อแจกหรือโช้คเริ่มเสื่อมสภาพ โดยปัญหานี้สามารถเปลี่ยนอะไหล่ก็สามารถช่วยให้เสียงนั้นหายไปได้ทันที

เสียงดังเวลาหักเลี้ยวจนสุด

  • เสียงนี้เกิดมาจากปัญหาบูชปีกนกสึกทำให้เกิดการเสียดสีกัน หากปล่อยเอาไว้ก็จะทำให้ศูนย์ล้อไม่ตรง คอนโทรลได้ยาก และที่สำคัญจะอันตรายมากหากขับขี่รถด้วยความเร็ว

เสียงดังใต้ท้องรถ

  • หากระหว่างขับอยู่ได้ยินเสียงเอี๊ยดอ๊าดใต้ท้องรถ ให้รีบจอดดูทันทีว่ามีอะไรเกี่ยวอยู่หรือไม่ หากไม่มีแต่ยังคงมีเสียงดังเกิดขึ้นอยู่ก็อาจจะเกิดมากจากการขยับของเพลากลางหรือท่อไอเสีย หากส่วนนี้ถูกยคดติดกับยางและตะขอเหล็ก ก็มีความเป็นไปได้ว่าอาจจะทำให้ยางเกิดการชำรุด และกระทบกับตัวรถนั่นเองค่ะ

ทั้งหมดนี้ก็เป็นเสียงที่หลายคนอาจจะเคยได้ยินมาบ้างขณะที่ขับรถอยู่ ทางที่ดีหากเกิดปัญหาใด ๆ ขึ้นมา ก็ควรที่จะรีบปรึกษากับศูนย์รถทันที ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยขณะขับขี่นะคะ

ขอบคุณข้อมูลจาก : MThai

Categories
Auto

ไขข้อข้องใจ! ใบขับขี่หมดอายุต้องต่อภายในกี่วัน ?

ในการใช้ยานพาหนะอย่าง ‘รถ’ ไม่ว่าจะเป็นรถมอเตอร์ไซต์ รถยนต์ หรือรถรับจ้าง ‘ใบขับขี่’ ถือเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก โดยใบขับขี่นั้นเป็นตัวยืนยันความรู้ ความสามารถในการขับขี่ของตัวบุคคล ว่าได้รับการอนุญาตให้ใช้รถอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยใบขับขี่ถือว่าเป็นบัตรที่ผู้ขับขี่จะต้องพกติดตัวไว้ทุกครั้งเมื่อขับขี่รถ ตาม พรบ.รถยนต์ พ.ศ.2522 (มาตรา 64) หากฝ่าฝืนก็จะได้รับโทษตามที่กฎหมายกำหนด และหากใบขับขี่รถของเราหมดอายุจะไม่มีการเสียค่าปรับ แต่หากเราขับขี่รถขณะที่ใบขับขี่หมดอายุก็จะมีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท ตามมาตรา 65 ของพรบ.รถยนต์ พ.ศ.2522 เช่นกัน

แต่บางคนอาจจะเกิดอายุการหลง ๆ ลืม ๆ เมื่อนำใบขับขี่ขึ้นมาดูอีกครั้ง ปรากฏกว่าใบขับขี่นั้นดันเกิดหมดอายุมาแบบไม่รู้ตัว โดยการหมดอายุของใบขับขี่นั้นสามารถแบ่งเป็นกรณีออกได้ ดังนี้

  • ใบขับขี่ขาดการต่ออายุไม่เกิน 1 ปี (นับตั้งแต่วันที่หมดอายุ)

สำหรับในกรณีแรกสามารถนำใบขับขี่ไปขอต่ออายุได้ใหม่ทันที พร้อมกับเสียค่าธรรมเนียมในการต่ออายุ จากนั้นก็จะได้ขับขี่ใบใหม่

  • ใบขับขี่หมดอายุเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 3 ปี

กรมขนส่งทางบกจะทำให้การออกข้อสอบข้อเขียนใหม่ทั้งสิ้น 50 ข้อ โดยคุณจะต้องทำให้ถูกต้องทั้งหมด 45 ข้อ จึงจะถือว่าผ่านเกนฑ์และได้รับใบขับขี่ใหม่

  • ใบขับขี่หมดอายุเกิน 3 ปี

สำหรับกรณีสุดท้ายซึ่งถือว่าเป็นกรณีทีเกิดขึ้นได้น้อย แต่หากคุณอยู่ในกรณีนี้ คุณจะต้องทำการสอบเสมือนกับการทำใบขับขี่ครั้งแรก ทั้งการสอบข้อเขียนและสอบปฏิบัติใหม่ จึงจะได้สิทธิ์ใยการได้รับอนุญาตอีกครั้ง

ใบขับขี่หมดอายุต้องต่อภายในกี่วัน
ใบขับขี่หมดอายุต้องต่อภายในกี่วันภาพจาก : www.auto.mthai.com

ต่อใบขับขี่ต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง ?

  • ใบขับขี่ใบเดิม หรือใบแทน
  • บัตรประชาชนฉบับจริง
  • ใบรับรองแพทย์ (แล้วแต่กรณี)

นอกจากนี้การต่อใบขับขี่ยังสามารถต่อล่วงหน้าก่อนวันหมดอายุได้ โดยการต่อใบขับขี่จาก 2 ปี เป็น 5 ปี สามารถต่อใบขับขี่ล่วงหน้าได้ไม่เกิน 60 วัน หรือ 2 เดือน ส่วนการต่อใบขับขี่แบบ 5 ปี เป็น 5 ปี สามารถต่อใบขับขี่ล่วงหน้าได้ไม่เกิน 3 เดือนหรือ 90 วัน

นอกจากนี้ใน ปีพ.ศ.2564 ที่จะถึงนี้ ทางรองอธิบดีกรมขนส่งทางบก เตรียมพิจารณาเพิ่มรายชื่อโรคที่มีความเสี่ยงต่อความปลอดภัยขณะขับขี่ ที่จะส่งผลต่อการไม่มีสิทธิ์ในการทำใบอนุญาตขับขี่ทุกประเภท เช่น โรคเบาหวาน ,โรคลมชัก ,โรคไบโพลาร์ ,โรคตัวเตี้ยผิดปกติ ,โรคความดัน ฯลฯ ซึ่งขณะนี้ก็ได้มีการหารือร่วมกันกับทางแพทยสภา จัดตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษารายละเอียดให้มีความสอดคล้องกับกฎกระทรวง

และล่าสุดก็ได้มีมติโรคที่มีความเสี่ยงต้องห้ามต่อการขับรถ นั่นก็คือ โรคลมชักที่ยังคงมีอาการภายใน 1 ปี โดยผู้ขับขี่จะต้องไม่มีโรคลมชักหรือปลอดจากโรคนี้อย่างน้อย 1 ปีขึ้นไป จึงจะสามารถกลับมาสอบใบอนุญาตขับขี่ได้ตามเดิม

หากในปี 2564 มีการอัปเดตเกี่ยวกับข้อกำหนดของโรคที่มีผลต่อการขับขี่รถอย่างไร ทางเราจะรีบนำข้อมูลมาอัปเดตทุกคนทันทีค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก : Kapook และ MThai

Categories
Auto

9 วิธีดูแลรถยนต์ติดแก๊สด้วยตัวคุณเอง

ในปัจจุบันนี้คนส่วนใหญ่นิยมติดแก๊สรถยนต์มากกว่าการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง นั่นก็เป็นเพราะว่าอัตราค่าใช้จ่ายจะค่อนข้างต่ำกว่า ซึ่งสำหรับคนที่ได้เปลี่ยนจากระบบเติมน้ำมันมาใช้การเติมแก๊ส ก็จำเป็นจะต้องเรียนรู้วิธีดูแลรถยนต์ติดแก๊สเบื้องต้น เพราะแก๊สไม่ได้ถูกออกแบบมาสำหรับรถยนต์โดยเฉพาะ อีกทั้งรถที่ใช้แก๊สแทนน้ำมัน เครื่องยนต์จะมีความร้อนเพิ่มขึ้นหรืออะไหล่บางตัวอาจจะถูกผลิตมาให้ทนความร้อนต่อการเผาไหม้ของน้ำมันเครื่องยนต์ แต่ไม่ได้ถูกผลิตมาเพื่อทนต่อความร้อนของการเผาไหม้จากแก๊ส ฉะนั้น เพื่อความปลอดภัยเหล่านักขับทั้งหลายต้องเรียนรู้วิธีการดูแลรถยนต์ติดแก๊ส ดังนี้ค่ะ

เลือกน้ำมันเครื่องให้เหมาะสมกับรถยนต์

  • น้ำมันเครื่องควรจะเป็นชนิดที่ไปในทิศทางเดียวกันกับแก๊สที่ใช้ หรืออาจจะใช้น้ำมันเครื่องธรรมดาแต่ต้องขยันเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องให้บ่อยกว่าเดิม ที่สำคัญจะต้องหมั่นทำความสะอาดใส้กรองอากาศอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ก็ต้องควรตรวจเช็ดระบบจุดระเบิด เช่น หัวเทียนควรเปลี่ยนทุก ๆ 20,000 กิโลเมตรในรอบ 1 ปี และควรทำการถ่ายน้ำมันแก๊ส ทุก ๆ 20,000 – 30,000 กิโลเมตร เป็นต้น

เช็คบ่าวาล์วไอเสีย

  • เพราะบ่าวาล์วจะมีโอกาสสึกหรอได้ง่ายกว่าการใช้น้ำมัน ดังนั้น ควรเช็คทุก ๆ ระยะ 40,000-60,000 กิโลเมตร
วิธีดูแลรถยนต์ติดแก๊ส
วิธีดูแลรถยนต์ติดแก๊ส

ใช้สารหล่อลื่นที่มีคุณภาพ

  • ต้องคอยตรวจสอบระดับน้ำหล่อเย็นในหม้ออยู่เป็นประจำว่ามีความผิดปกติหรือไม่ นอกจากนี้ก็ต้องหมั่นสังเกตกลิ่นแก๊สรั่วสม่ำเสมอ หากเกิดความปิดปกติต้องรีบนำไปอู่หรือศูนย์ซ่อมเพื่อหาสาเหตุทันที

ตรวจสอบหารอยหยดน้ำ

  • รวมไปถึงรอยน้ำมันที่พื้นทุกครั้งที่มีการเอารถออกไปใช้งาน วิธีการดูคือดูบริเวณใต้รถยนต์หลังจากจอดรถทิ้งเอาไว้เป็นระยะเวลาหนึ่ง

เช็คหม้อต้ม

  • ควรล้างหม้อต้มทุก ๆ 12-18 เดือน

รักษาระดับน้ำมันเชื้อเพลิง

  • ซึ่งระดับของน้ำมันเชื้อเพลิงที่เหมาะจะอยู่ที่ประมาณ 1 ส่วน 4 ของถังเสมอ ซึ่งน้ำมันนอกจากจะเป็นตัวช่วยในการหล่อเครื่องยนต์แล้ว ยังช่วยให้ถังน้ำมันไม่เสื่อมหรือมีสนิมเกาะอีกด้วย

ตรวจสภาพติ๊กแก๊ส

  • ติ๊กแก๊ส ติ๊กน้ำมันทุก ๆ 3 ปี หรือประมาณ 30,000 – 50,000 กิโลเมตร
วิธีดูแลรถยนต์ติดแก๊ส
วิธีดูแลรถยนต์ติดแก๊ส

ตรวจสอบรอยรั่วซึมเป็นประจำ

  • วิธีการตรวจสอบคือใช้น้ำสบู่หยดตามข้อต่อจุดต่าง ๆ ในขณะที่ระบบแก๊สกำลังทำงาน หากไม่มั่นใจก็นำรถไปให้ศูนย์เช็คก็ได้เช่นกัน

อย่าปรับจูนแก๊สมากเกินไป

  • เพราะการปรับจูนแก๊สนั้นจะทำให้ความร้อนในห้องเครื่องสูง และอาจส่งผลต่อเครื่องยนต์โดยตรง

นอกจากนี้ควรใช้น้ำมันเป็นตัวสตาร์ทเครื่องยนต์ จากนั้นจึงค่อยปรับเปลี่ยนเป็นแก๊ส เพื่อเป็นการรักษาประสิทธิภาพและการทำงานของเครื่องยนต์ ที่สำคัญในการเติมแก๊สทุกครั้งจะต้องเลือกเติมจากสถานีบริการที่ได้มาตรฐานเท่านั้น เพื่อให้เราได้ใช้แก๊สรถยนต์ที่มีคุณภาพ

หากรู้แบบนี้แล้วใครที่กำลังใช้วิธีการดูแลที่ผิด ๆ อยู่ ควรปรับเปลี่ยนใหม่ทันที ทั้งนี้ ก็เพื่อเป็นการถนอมเครื่องยนต์ รักษาประสิทธิภาพในการทำงานของรถยนต์ให้มีความทนทาน ทั้งยังเป็นการเพิ่มความปลอดภัยให้กับตัวเราและผู้ขับขี่คนอื่น ๆ อีกด้วยค่ะ

ข้อมูลจาก : Kapook

Categories
Auto

4 สัญญาณเตือน! ถึงเวลาเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง

หากเลือดของมนุษย์เปรียบเสมือนของเหลวที่คอยหล่อเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายให้สามารถทำหน้าที่ได้ดี ‘น้ำมันเครื่อง’ ก็คงทำหน้าที่เช่นเดียวกันกับเลือดของมนุษย์ เพียงแค่ทำหน้าที่ในจุดที่ต่างกันเท่านั้น ซึ่งหน้าที่หลักของน้ำมันเครื่องนั้นก็จะช่วยดูแลและหล่อเลี้ยงเครื่องยนต์ให้สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและสามารถนำพาผู้ขับขี่ไปถึงจุดหมายปลายทางได้โดยสวัสดิภาพนั่นเอง

ดังนั้นผู้ขับขี่ก็มีความจำเป็นที่จะต้อง ‘เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง’ เพื่อที่จะสามารถช่วยยืดระยะเวลาของการใช้รถ ซึ่งปกติแล้วการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องจะเปลี่ยนทุก ๆ 8,000 – 10,000 กิโลเมตร แต่ทั้งหมดทั้งมวลนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับการใช้งานด้วยนะคะ เพราะหากใครที่ใช้งานรถบ่อย ๆ ก็อาจจะต้องเปลี่ยนทุก ๆ 3 เดือน หรือ 5,000 กิโลเมตร และสำหรับใครที่จอดรถทิ้งไว้เป็นเวลานานแล้วคิดว่าไม่ต้องเปลี่ยนน้ำมันเครื่องนั้นเป็นความคิดที่ผิดค่ะ เพราะหากจอดรถทิ้งไว้น้ำมันเครื่องก็จะทำปฏิกิริยากับอากาศทำให้สามารถเสื่อมลงได้เช่นเดียวกัน

สัญญาณเตือนควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง
สัญญาณเตือนควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง

เพราะฉะนั้นวันนี้เราจึงมี 4 สัญญาณเตือน! ถึงเวลาเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง มาฝากทุกคนกันค่ะ

  • ระยะเวลาถ่ายน้ำมันเครื่อง ข้อนี้มีความสำคัญมากค่ะ เพราะรถแต่ละคนก็ใช้น้ำมันเครื่องที่แตกต่างกัน น้ำมันเครื่องเกรดธรรมดาเปลี่ยนทุก 5,000 กิโลเมตร ,น้ำมันเครื่องกึ่งสังเคราะห์เปลี่ยนทุก 7,500 – 8,000 กิโลเมตร และน้ำมันเครื่องสังเคราะห์เปลี่ยนทุก 10,000 – 15,000 กิโลเมตร
  • ตรวจสอบระดับน้ำมันเครื่อง ในรถของคุณจะมีก้านไว้ตรวจสอบระดับน้ำเครื่องอยู่ ให้ดึงก้านนั้นขึ้นมาเช็ดแล้วจิ้มลงไปอีกรอบ หากระดับน้ำมันอยู่ตรงขีดบนสุดก็แปลว่าน้ำมันอยู่ในระดับมาตรฐาน แต่หากต่ำกว่านั้นก็ควรจะเติมน้ำมันเครื่องให้เท่าขีดบน เพราะหากปล่อยไว้จะทำให้เครื่องร้อนแล้วเกิดความเสียหายได้
  • ดูที่สีของน้ำมันเครื่อง เมื่อขขับรถไปจะเห็นได้ว่าน้ำมันเครื่องจะเปลี่ยนเป็นสีเทาหรือสีดำ ซึ่งแตกต่างจากตอนแรกที่เติมลงไปอย่างเห็นได้ชัด แต่นั่นไม่ใช่เรื่องผิดปกติเพียงแต่ว่าเครื่องยนต์ของเราได้มีการชะล้างของเสียภายในตัวเครื่องออกมา แต่หากเราปล่อยให้เครื่องให้หล่อลื่นกับน้ำมันดำ ๆ ที่เต็มไปด้วยสิ่งสกปรก ก็จะทำให้ประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ลดน้อยลงทันที
  • เสียงเครื่องยนต์ผิดปกติ หากน้ำมันเครื่องไม่ดีหรือสกปรกก็จะทำให้การหล่อลื่นของเครื่องยนต์ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ซึ่งอุปกรณ์ชิ้นส่วนภายในที่มีการเคลื่อนที่ตลอดเวลานั้นก็จะติดขัดและส่งเสียงที่ดังออกมาจากตัวเครื่อง รวมไปถึงอาการสั่นเล็กน้อยก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งสัญญาณสำคัญที่เจ้าของรถควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องทันที

ทั้งนี้การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องก็ต้องทำควบคู่กับการเปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเครื่อง เพื่อช่วยให้น้ำมันเครื่องที่เราเปลี่ยนใหม่นั้นทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพนั่นเอง

ไม่ว่าจะเป็นรถธรรมดาหรือเป็นรถยนต์สุดหรูขนาดไหน หากไม่มีการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องหรือปล่อยปะละเลยที่จะตรวจเช็คสภาพรถ ก็จะส่งผลทำให้เครื่องยนต์ของเราเสื่อมและสมรรถนะในการขับเคลื่อนลดน้อยลงได้เช่นกันค่ะ

ข้อมูลจาก : Spyderautoimport