Categories
Auto

6 เสียงดังผิดปกติในรถ สัญญาณเตือนที่ห้ามปล่อยผ่านเด็ดขาด!

ทุกคนเคยได้สังเกตหรือไม่คะ ว่าทุกครั้งที่เราสตาร์ทรถ หรือขณะที่ขับรถอยู่นั้น เมื่อมีเสียงแปลก ๆ เกิดขึ้น เรามักจะตั้งคำถามว่านั่นคือเสียงอะไร แต่เมื่อเสียงนั้นเริ่มเงียบไปก็ทำให้เราเกิดความชะล่าใจว่ารถของเราคงไม่เป็นอะไรมากหรอก เพราะเสียงนั้นได้หายไปแล้ว แต่บอกไว้เลยนะคะว่าเสียงในรถที่เราไม่คุ้นหู หรือไม่เคยได้ยินมาก่อนนั้น อาจจะเป็นสัญญาณเตือนบางอย่างที่รถพยายามจะบอกกับเราว่าตัวของรถนั้นกำลังมีปัญหา เหมือนเป็นการบอกเป็นนัย ๆ ว่า ฉันกำลังจะพังแล้วนะ มาเช็คสภาพฉันทีเถอะ! วันนี้เราเลยได้รวบรวม 6 เสียงที่ดังผิดปกติภายในรถของคุณพร้อมกับต้นเหตุของการเกิดเสียงมาเล่าสู่กันฟังค่ะ

เสียงดังหลังสตาร์ทรถ

  • ไม่ว่าจะเป็นในตอนขณะกำลังสตาร์ท หรือระหว่างขับรอบเดินเบาก็จะมีเสียงดังวี๊ด ๆ จี๊ด ๆ ออกมา แต่สักพักก็จะเริ่มเบาไปเอง อาการนี้เป็นสัญญาณที่มาจากสาเหตุสายพานหย่อน กรณีนี้สามารถแก้ไขได้ด้วยการปรับตั้งสายพานใหม่ แต่นั่นก็เป็นแค่เพียงการแก้ปัญหาระยะสั้นเท่านั้น ทางที่ดีต้องนำรถเข้าศูนย์เพื่อแก้ไขปัญหาในระยะยาวนะคะ

เสียงดังเมื่อเบรก

  • ขณะที่เรากำลังเหยียบเบรกแล้วได้ยินเสียงจี๊ด ๆ คล้ายกับเหล็กสีกัน ปัญหานี้มาจากการที่เนื้อผ้าของผ้าเบรกเริ่มถูกใช้จนหมด จึงทำให้ส่วนที่เป็นเหล็กเสียดสีกับจานเบรก เมื่อเหล็กเจอกับเหล็กจึงทำให้เกิดเสียงดังจี๊ด ๆ แสบหู หากพบปัญหานี้ควรรีบเปลี่ยนผ้าเบรกใหม่ทันที เพราะหากปล่อยไปนาน ๆ นอกจากจะต้องเสียเงินเพิ่มแล้ว การทำงานของเบรกก็จะเสื่อมสมรรถภาพลงด้วยค่ะ

เสียงดังขณะเร่งเครื่อง

  • เสียงดังอู้ ๆ ที่เกิดขึ้นขณะการเร่งเครื่องยนต์นั้น เกิดมาจากยางแท่นเครื่องเสื่อมสภาพนั่นเองค่ะ โดยหน้าที่หลักของยางแท่นเครื่องคือรับแรงสั่นสะเทือนจากเครื่องยนต์ ไม่ให้มีอาการสั่นมากเกินไป เมื่อยางแท่นเริ่มเสื่อมจึงทำให้เกิดอาการสั่นเข้ามายังห้องของคนขับจนสามารถรู้สึกได้
6 เสียงดังผิดปกติในรถ สัญญาณเตือนที่ห้ามปล่อยผ่านเด็ดขาด!
6 เสียงดังผิดปกติในรถ สัญญาณเตือนที่ห้ามปล่อยผ่านเด็ดขาด

เสียงดังเมื่อรถขับบนทางขรุขระหรือตกหลุม

  • เครื่องจะเริ่มมีเสียงกุก ๆ กัก ๆ เมื่อเราขับบนถนนที่ไม่เรียบ เสียงแบบนี้อาจเกิดมาจากลูกปีนล้อแจกหรือโช้คเริ่มเสื่อมสภาพ โดยปัญหานี้สามารถเปลี่ยนอะไหล่ก็สามารถช่วยให้เสียงนั้นหายไปได้ทันที

เสียงดังเวลาหักเลี้ยวจนสุด

  • เสียงนี้เกิดมาจากปัญหาบูชปีกนกสึกทำให้เกิดการเสียดสีกัน หากปล่อยเอาไว้ก็จะทำให้ศูนย์ล้อไม่ตรง คอนโทรลได้ยาก และที่สำคัญจะอันตรายมากหากขับขี่รถด้วยความเร็ว

เสียงดังใต้ท้องรถ

  • หากระหว่างขับอยู่ได้ยินเสียงเอี๊ยดอ๊าดใต้ท้องรถ ให้รีบจอดดูทันทีว่ามีอะไรเกี่ยวอยู่หรือไม่ หากไม่มีแต่ยังคงมีเสียงดังเกิดขึ้นอยู่ก็อาจจะเกิดมากจากการขยับของเพลากลางหรือท่อไอเสีย หากส่วนนี้ถูกยคดติดกับยางและตะขอเหล็ก ก็มีความเป็นไปได้ว่าอาจจะทำให้ยางเกิดการชำรุด และกระทบกับตัวรถนั่นเองค่ะ

ทั้งหมดนี้ก็เป็นเสียงที่หลายคนอาจจะเคยได้ยินมาบ้างขณะที่ขับรถอยู่ ทางที่ดีหากเกิดปัญหาใด ๆ ขึ้นมา ก็ควรที่จะรีบปรึกษากับศูนย์รถทันที ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยขณะขับขี่นะคะ

ขอบคุณข้อมูลจาก : MThai

Categories
Auto

ไขข้อข้องใจ! ใบขับขี่หมดอายุต้องต่อภายในกี่วัน ?

ในการใช้ยานพาหนะอย่าง ‘รถ’ ไม่ว่าจะเป็นรถมอเตอร์ไซต์ รถยนต์ หรือรถรับจ้าง ‘ใบขับขี่’ ถือเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก โดยใบขับขี่นั้นเป็นตัวยืนยันความรู้ ความสามารถในการขับขี่ของตัวบุคคล ว่าได้รับการอนุญาตให้ใช้รถอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยใบขับขี่ถือว่าเป็นบัตรที่ผู้ขับขี่จะต้องพกติดตัวไว้ทุกครั้งเมื่อขับขี่รถ ตาม พรบ.รถยนต์ พ.ศ.2522 (มาตรา 64) หากฝ่าฝืนก็จะได้รับโทษตามที่กฎหมายกำหนด และหากใบขับขี่รถของเราหมดอายุจะไม่มีการเสียค่าปรับ แต่หากเราขับขี่รถขณะที่ใบขับขี่หมดอายุก็จะมีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท ตามมาตรา 65 ของพรบ.รถยนต์ พ.ศ.2522 เช่นกัน

แต่บางคนอาจจะเกิดอายุการหลง ๆ ลืม ๆ เมื่อนำใบขับขี่ขึ้นมาดูอีกครั้ง ปรากฏกว่าใบขับขี่นั้นดันเกิดหมดอายุมาแบบไม่รู้ตัว โดยการหมดอายุของใบขับขี่นั้นสามารถแบ่งเป็นกรณีออกได้ ดังนี้

  • ใบขับขี่ขาดการต่ออายุไม่เกิน 1 ปี (นับตั้งแต่วันที่หมดอายุ)

สำหรับในกรณีแรกสามารถนำใบขับขี่ไปขอต่ออายุได้ใหม่ทันที พร้อมกับเสียค่าธรรมเนียมในการต่ออายุ จากนั้นก็จะได้ขับขี่ใบใหม่

  • ใบขับขี่หมดอายุเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 3 ปี

กรมขนส่งทางบกจะทำให้การออกข้อสอบข้อเขียนใหม่ทั้งสิ้น 50 ข้อ โดยคุณจะต้องทำให้ถูกต้องทั้งหมด 45 ข้อ จึงจะถือว่าผ่านเกนฑ์และได้รับใบขับขี่ใหม่

  • ใบขับขี่หมดอายุเกิน 3 ปี

สำหรับกรณีสุดท้ายซึ่งถือว่าเป็นกรณีทีเกิดขึ้นได้น้อย แต่หากคุณอยู่ในกรณีนี้ คุณจะต้องทำการสอบเสมือนกับการทำใบขับขี่ครั้งแรก ทั้งการสอบข้อเขียนและสอบปฏิบัติใหม่ จึงจะได้สิทธิ์ใยการได้รับอนุญาตอีกครั้ง

ใบขับขี่หมดอายุต้องต่อภายในกี่วัน
ใบขับขี่หมดอายุต้องต่อภายในกี่วันภาพจาก : www.auto.mthai.com

ต่อใบขับขี่ต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง ?

  • ใบขับขี่ใบเดิม หรือใบแทน
  • บัตรประชาชนฉบับจริง
  • ใบรับรองแพทย์ (แล้วแต่กรณี)

นอกจากนี้การต่อใบขับขี่ยังสามารถต่อล่วงหน้าก่อนวันหมดอายุได้ โดยการต่อใบขับขี่จาก 2 ปี เป็น 5 ปี สามารถต่อใบขับขี่ล่วงหน้าได้ไม่เกิน 60 วัน หรือ 2 เดือน ส่วนการต่อใบขับขี่แบบ 5 ปี เป็น 5 ปี สามารถต่อใบขับขี่ล่วงหน้าได้ไม่เกิน 3 เดือนหรือ 90 วัน

นอกจากนี้ใน ปีพ.ศ.2564 ที่จะถึงนี้ ทางรองอธิบดีกรมขนส่งทางบก เตรียมพิจารณาเพิ่มรายชื่อโรคที่มีความเสี่ยงต่อความปลอดภัยขณะขับขี่ ที่จะส่งผลต่อการไม่มีสิทธิ์ในการทำใบอนุญาตขับขี่ทุกประเภท เช่น โรคเบาหวาน ,โรคลมชัก ,โรคไบโพลาร์ ,โรคตัวเตี้ยผิดปกติ ,โรคความดัน ฯลฯ ซึ่งขณะนี้ก็ได้มีการหารือร่วมกันกับทางแพทยสภา จัดตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษารายละเอียดให้มีความสอดคล้องกับกฎกระทรวง

และล่าสุดก็ได้มีมติโรคที่มีความเสี่ยงต้องห้ามต่อการขับรถ นั่นก็คือ โรคลมชักที่ยังคงมีอาการภายใน 1 ปี โดยผู้ขับขี่จะต้องไม่มีโรคลมชักหรือปลอดจากโรคนี้อย่างน้อย 1 ปีขึ้นไป จึงจะสามารถกลับมาสอบใบอนุญาตขับขี่ได้ตามเดิม

หากในปี 2564 มีการอัปเดตเกี่ยวกับข้อกำหนดของโรคที่มีผลต่อการขับขี่รถอย่างไร ทางเราจะรีบนำข้อมูลมาอัปเดตทุกคนทันทีค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก : Kapook และ MThai

Categories
Auto

9 วิธีดูแลรถยนต์ติดแก๊สด้วยตัวคุณเอง

ในปัจจุบันนี้คนส่วนใหญ่นิยมติดแก๊สรถยนต์มากกว่าการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง นั่นก็เป็นเพราะว่าอัตราค่าใช้จ่ายจะค่อนข้างต่ำกว่า ซึ่งสำหรับคนที่ได้เปลี่ยนจากระบบเติมน้ำมันมาใช้การเติมแก๊ส ก็จำเป็นจะต้องเรียนรู้วิธีดูแลรถยนต์ติดแก๊สเบื้องต้น เพราะแก๊สไม่ได้ถูกออกแบบมาสำหรับรถยนต์โดยเฉพาะ อีกทั้งรถที่ใช้แก๊สแทนน้ำมัน เครื่องยนต์จะมีความร้อนเพิ่มขึ้นหรืออะไหล่บางตัวอาจจะถูกผลิตมาให้ทนความร้อนต่อการเผาไหม้ของน้ำมันเครื่องยนต์ แต่ไม่ได้ถูกผลิตมาเพื่อทนต่อความร้อนของการเผาไหม้จากแก๊ส ฉะนั้น เพื่อความปลอดภัยเหล่านักขับทั้งหลายต้องเรียนรู้วิธีการดูแลรถยนต์ติดแก๊ส ดังนี้ค่ะ

เลือกน้ำมันเครื่องให้เหมาะสมกับรถยนต์

  • น้ำมันเครื่องควรจะเป็นชนิดที่ไปในทิศทางเดียวกันกับแก๊สที่ใช้ หรืออาจจะใช้น้ำมันเครื่องธรรมดาแต่ต้องขยันเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องให้บ่อยกว่าเดิม ที่สำคัญจะต้องหมั่นทำความสะอาดใส้กรองอากาศอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ก็ต้องควรตรวจเช็ดระบบจุดระเบิด เช่น หัวเทียนควรเปลี่ยนทุก ๆ 20,000 กิโลเมตรในรอบ 1 ปี และควรทำการถ่ายน้ำมันแก๊ส ทุก ๆ 20,000 – 30,000 กิโลเมตร เป็นต้น

เช็คบ่าวาล์วไอเสีย

  • เพราะบ่าวาล์วจะมีโอกาสสึกหรอได้ง่ายกว่าการใช้น้ำมัน ดังนั้น ควรเช็คทุก ๆ ระยะ 40,000-60,000 กิโลเมตร
วิธีดูแลรถยนต์ติดแก๊ส
วิธีดูแลรถยนต์ติดแก๊ส

ใช้สารหล่อลื่นที่มีคุณภาพ

  • ต้องคอยตรวจสอบระดับน้ำหล่อเย็นในหม้ออยู่เป็นประจำว่ามีความผิดปกติหรือไม่ นอกจากนี้ก็ต้องหมั่นสังเกตกลิ่นแก๊สรั่วสม่ำเสมอ หากเกิดความปิดปกติต้องรีบนำไปอู่หรือศูนย์ซ่อมเพื่อหาสาเหตุทันที

ตรวจสอบหารอยหยดน้ำ

  • รวมไปถึงรอยน้ำมันที่พื้นทุกครั้งที่มีการเอารถออกไปใช้งาน วิธีการดูคือดูบริเวณใต้รถยนต์หลังจากจอดรถทิ้งเอาไว้เป็นระยะเวลาหนึ่ง

เช็คหม้อต้ม

  • ควรล้างหม้อต้มทุก ๆ 12-18 เดือน

รักษาระดับน้ำมันเชื้อเพลิง

  • ซึ่งระดับของน้ำมันเชื้อเพลิงที่เหมาะจะอยู่ที่ประมาณ 1 ส่วน 4 ของถังเสมอ ซึ่งน้ำมันนอกจากจะเป็นตัวช่วยในการหล่อเครื่องยนต์แล้ว ยังช่วยให้ถังน้ำมันไม่เสื่อมหรือมีสนิมเกาะอีกด้วย

ตรวจสภาพติ๊กแก๊ส

  • ติ๊กแก๊ส ติ๊กน้ำมันทุก ๆ 3 ปี หรือประมาณ 30,000 – 50,000 กิโลเมตร
วิธีดูแลรถยนต์ติดแก๊ส
วิธีดูแลรถยนต์ติดแก๊ส

ตรวจสอบรอยรั่วซึมเป็นประจำ

  • วิธีการตรวจสอบคือใช้น้ำสบู่หยดตามข้อต่อจุดต่าง ๆ ในขณะที่ระบบแก๊สกำลังทำงาน หากไม่มั่นใจก็นำรถไปให้ศูนย์เช็คก็ได้เช่นกัน

อย่าปรับจูนแก๊สมากเกินไป

  • เพราะการปรับจูนแก๊สนั้นจะทำให้ความร้อนในห้องเครื่องสูง และอาจส่งผลต่อเครื่องยนต์โดยตรง

นอกจากนี้ควรใช้น้ำมันเป็นตัวสตาร์ทเครื่องยนต์ จากนั้นจึงค่อยปรับเปลี่ยนเป็นแก๊ส เพื่อเป็นการรักษาประสิทธิภาพและการทำงานของเครื่องยนต์ ที่สำคัญในการเติมแก๊สทุกครั้งจะต้องเลือกเติมจากสถานีบริการที่ได้มาตรฐานเท่านั้น เพื่อให้เราได้ใช้แก๊สรถยนต์ที่มีคุณภาพ

หากรู้แบบนี้แล้วใครที่กำลังใช้วิธีการดูแลที่ผิด ๆ อยู่ ควรปรับเปลี่ยนใหม่ทันที ทั้งนี้ ก็เพื่อเป็นการถนอมเครื่องยนต์ รักษาประสิทธิภาพในการทำงานของรถยนต์ให้มีความทนทาน ทั้งยังเป็นการเพิ่มความปลอดภัยให้กับตัวเราและผู้ขับขี่คนอื่น ๆ อีกด้วยค่ะ

ข้อมูลจาก : Kapook

Categories
Auto

4 สัญญาณเตือน! ถึงเวลาเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง

หากเลือดของมนุษย์เปรียบเสมือนของเหลวที่คอยหล่อเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายให้สามารถทำหน้าที่ได้ดี ‘น้ำมันเครื่อง’ ก็คงทำหน้าที่เช่นเดียวกันกับเลือดของมนุษย์ เพียงแค่ทำหน้าที่ในจุดที่ต่างกันเท่านั้น ซึ่งหน้าที่หลักของน้ำมันเครื่องนั้นก็จะช่วยดูแลและหล่อเลี้ยงเครื่องยนต์ให้สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและสามารถนำพาผู้ขับขี่ไปถึงจุดหมายปลายทางได้โดยสวัสดิภาพนั่นเอง

ดังนั้นผู้ขับขี่ก็มีความจำเป็นที่จะต้อง ‘เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง’ เพื่อที่จะสามารถช่วยยืดระยะเวลาของการใช้รถ ซึ่งปกติแล้วการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องจะเปลี่ยนทุก ๆ 8,000 – 10,000 กิโลเมตร แต่ทั้งหมดทั้งมวลนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับการใช้งานด้วยนะคะ เพราะหากใครที่ใช้งานรถบ่อย ๆ ก็อาจจะต้องเปลี่ยนทุก ๆ 3 เดือน หรือ 5,000 กิโลเมตร และสำหรับใครที่จอดรถทิ้งไว้เป็นเวลานานแล้วคิดว่าไม่ต้องเปลี่ยนน้ำมันเครื่องนั้นเป็นความคิดที่ผิดค่ะ เพราะหากจอดรถทิ้งไว้น้ำมันเครื่องก็จะทำปฏิกิริยากับอากาศทำให้สามารถเสื่อมลงได้เช่นเดียวกัน

สัญญาณเตือนควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง
สัญญาณเตือนควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง

เพราะฉะนั้นวันนี้เราจึงมี 4 สัญญาณเตือน! ถึงเวลาเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง มาฝากทุกคนกันค่ะ

  • ระยะเวลาถ่ายน้ำมันเครื่อง ข้อนี้มีความสำคัญมากค่ะ เพราะรถแต่ละคนก็ใช้น้ำมันเครื่องที่แตกต่างกัน น้ำมันเครื่องเกรดธรรมดาเปลี่ยนทุก 5,000 กิโลเมตร ,น้ำมันเครื่องกึ่งสังเคราะห์เปลี่ยนทุก 7,500 – 8,000 กิโลเมตร และน้ำมันเครื่องสังเคราะห์เปลี่ยนทุก 10,000 – 15,000 กิโลเมตร
  • ตรวจสอบระดับน้ำมันเครื่อง ในรถของคุณจะมีก้านไว้ตรวจสอบระดับน้ำเครื่องอยู่ ให้ดึงก้านนั้นขึ้นมาเช็ดแล้วจิ้มลงไปอีกรอบ หากระดับน้ำมันอยู่ตรงขีดบนสุดก็แปลว่าน้ำมันอยู่ในระดับมาตรฐาน แต่หากต่ำกว่านั้นก็ควรจะเติมน้ำมันเครื่องให้เท่าขีดบน เพราะหากปล่อยไว้จะทำให้เครื่องร้อนแล้วเกิดความเสียหายได้
  • ดูที่สีของน้ำมันเครื่อง เมื่อขขับรถไปจะเห็นได้ว่าน้ำมันเครื่องจะเปลี่ยนเป็นสีเทาหรือสีดำ ซึ่งแตกต่างจากตอนแรกที่เติมลงไปอย่างเห็นได้ชัด แต่นั่นไม่ใช่เรื่องผิดปกติเพียงแต่ว่าเครื่องยนต์ของเราได้มีการชะล้างของเสียภายในตัวเครื่องออกมา แต่หากเราปล่อยให้เครื่องให้หล่อลื่นกับน้ำมันดำ ๆ ที่เต็มไปด้วยสิ่งสกปรก ก็จะทำให้ประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ลดน้อยลงทันที
  • เสียงเครื่องยนต์ผิดปกติ หากน้ำมันเครื่องไม่ดีหรือสกปรกก็จะทำให้การหล่อลื่นของเครื่องยนต์ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ซึ่งอุปกรณ์ชิ้นส่วนภายในที่มีการเคลื่อนที่ตลอดเวลานั้นก็จะติดขัดและส่งเสียงที่ดังออกมาจากตัวเครื่อง รวมไปถึงอาการสั่นเล็กน้อยก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งสัญญาณสำคัญที่เจ้าของรถควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องทันที

ทั้งนี้การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องก็ต้องทำควบคู่กับการเปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเครื่อง เพื่อช่วยให้น้ำมันเครื่องที่เราเปลี่ยนใหม่นั้นทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพนั่นเอง

ไม่ว่าจะเป็นรถธรรมดาหรือเป็นรถยนต์สุดหรูขนาดไหน หากไม่มีการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องหรือปล่อยปะละเลยที่จะตรวจเช็คสภาพรถ ก็จะส่งผลทำให้เครื่องยนต์ของเราเสื่อมและสมรรถนะในการขับเคลื่อนลดน้อยลงได้เช่นกันค่ะ

ข้อมูลจาก : Spyderautoimport